053 221 413 moe15.devedu@gmail.com จันทร์–ศุกร์ 08:30–16:30 น.

การพัฒนาระบบสารสนเทศและแบบคัดกรองเพื่อการจัดการเรียนรู้ที่เสริมสร้างสุขภาวะ 4 มิติ สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา ของนักเรียนโรงเรียนบ้านม่วงสามปี อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

นวัตกรรมการเรียนรู้มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริง และเสริมความสามารถด้าน Soft Skill ควบคู่กับการพัฒนา ศธจ.ลำพูน 17 มิถุนายน 2569 13 ครั้ง

ข้อมูลพื้นฐานนวัตกรรม

การพัฒนาระบบสารสนเทศและแบบคัดกรองเพื่อการจัดการเรียนรู้ที่เสริมสร้างสุขภาวะ 4 มิติ สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา ของนักเรียนโรงเรียนบ้านม่วงสามปี อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
หมวดนวัตกรรม
นวัตกรรมการเรียนรู้มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริง และเสริมความสามารถด้าน Soft Skill ควบคู่กับการพัฒนา
ประเภทนวัตกรรม
ด้านเทคโนโลยีการศึกษา
ปี (พ.ศ.)
2569
สังกัด ศธจ.
ศธจ.ลำพูน
ระดับการศึกษา
ประถมศึกษา
กลุ่มสาระการเรียนรู้

สถานศึกษาและสังกัด

สถานศึกษา / โรงเรียน / หน่วยงาน
โรงเรียนบ้านม่วงสามปี
สังกัด
สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)
สังกัดย่อย / ระบุเพิ่มเติม
สพป.ลำพูน เขต 2

ผู้พัฒนา

ผู้พัฒนาหลัก
นาย วรรษพล มะหลีแก้ว
ตำแหน่ง
รองผู้อำนวยการสถานศึกษา
โทรศัพท์
0810345300
E-mail
watsapon.bomb@gmail.com

ผลการดำเนินงานและเนื้อหา

ผลการดำเนินงาน
1. ประสิทธิภาพของระบบฐานข้อมูลสารสนเทศอยู่ในระดับมากที่สุด ระบบฐานข้อมูลสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้คัดกรองและประเมินพฤติกรรมผู้เรียน มีประสิทธิภาพในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (Mean = 4.77) โดยระบบมีความโดดเด่นในด้านความสะดวกและง่ายต่อการใช้งาน (User-Friendly) สามารถจัดเก็บ ประมวลผล และวิเคราะห์ข้อมูลความแตกต่างระหว่างบุคคลได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ซึ่งช่วยให้ครูนำข้อมูลไปใช้จัดกลุ่มนักเรียนเพื่อจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. นักเรียนมีพัฒนาการด้านการคิดขั้นสูงและทักษะทางสังคมในระดับดีมาก ผลการนำระบบสารสนเทศไปใช้ร่วมกับกลไกการบริหารจัดการ SMILE MODEL ในการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM Education ส่งผลให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านกระบวนการคิดขั้นสูง (Higher-Order Thinking Skills) และทักษะทางสังคม (Soft Skills) ภาพรวมอยู่ในระดับ ดีมาก (Mean = 4.58) โดยนักเรียนสามารถประยุกต์ใช้วิทยาการคำนวณ (Coding) ในการแก้ปัญหา มีความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงาน และมีทักษะการทำงานเป็นทีมอย่างเป็นรูปธรรม 3. ความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งครูผู้สอนและนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้งานระบบและรูปแบบการบริหารจัดการภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (Mean = 4.73) โดยครูผู้สอนพึงพอใจที่นวัตกรรมนี้สามารถช่วย ลดภาระงานด้านเอกสาร และสนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ได้จริง ส่วนนักเรียนมีความพึงพอใจเนื่องจากได้รับโอกาสในการลงมือปฏิบัติจริงและสนุกกับการเรียนรู้
กลุ่มเป้าหมาย
นักเรียน ป.4-ป.6
ระยะเวลาดำเนินงาน
1 ปีการศึกษา
อ้างอิง / เอกสารที่เกี่ยวข้อง
ภาษาไทย กัลยา สุวรรณสิงห์, อรวรรณ หนูแก้ว, กิตติพร เนาว์สุวรรณ และกัลยา โหดหีม. (2563). ผลของโปรแกรมปรับพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้นสำหรับผู้ปกครองต่อปัญหาพฤติกรรมในเด็กสมาธิสั้น. วารสารพยาบาลสาธารณสุข, 34(3), 37-51. กรมสุขภาพจิต. (2566). รายงานสถานการณ์สุขภาพจิตเด็กและเยาวชนในวัยเรียน. ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร, ธันวรุจน์ บูรณะสุขสกุล, ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ และทรงภูมิ เบญญากร. (2557). คุณสมบัติของแบบคัดกรองโรคสมาธิสั้นชื่อ Swanson, Nolan, and Pelham IV Scale (SNAP-IV) และ Strengths and Difficulties Questionnaire ส่วนที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง/สมาธิสั้น (SDQ/ADHD) ฉบับภาษาไทย. วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย, 59(2), 97-110. ญานิกา แซ่ตัง และสุนิศา สุขตระกูล. (2569). ผลของโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัว ต่ออาการสมาธิสั้นของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียน. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9, 20(1), 175-190.,, ธณัชช์นรี สโรบล, โชคชัย โชคภัทรชัย, สุมิตรพร จอมจันทร์, สมพร สิทธิสงคราม และนิตยา บุญลือ. (2563). ผลของโปรแกรมการปรึกษาแบบกลุ่มต่อความสามารถในการปรับตัวของผู้ปกครองเด็กสมาธิสั้น. วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ, 5(12), 445-61. โรงเรียนบ้านม่วงสามปี. (2567). การพัฒนาระบบสารสนเทศและแบบคัดกรองเพื่อการจัดการเรียนรู้ที่เสริมสร้างสุขภาวะ 4 มิติ สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา ของนักเรียนโรงเรียนบ้านม่วงสามปี อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน. เอกสารโครงการนวัตกรรมการศึกษา (IFTE)., วินัดดา ปิยะศิลป์ และพนม เกตุมาน. (2550). ตำราจิตเวชเด็กและวัยรุ่น. กรุงเทพฯ: บริษัทบียอนด์ เอ็นเทอร์ไพรซ์ จำกัด. สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ และคณะ. (2565). การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารจัดการข้อมูลในสถานศึกษา. สนธยา มณีรัตน์, สัมพันธ์ มณีรัตน์ และสิริลักษณ์ ศรีเศวต. (2562). ผลของโปรแกรมส่งเสริมความสามารถผู้ดูแล ในการจัดการปัญหาพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้น. วารสารวิชาการสาธารณสุข, 28(ฉบับเพิ่มเติม 2), S81-S89. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2564). แนวทางการจัดทำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงรุก. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2565). แนวทางการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยเพื่อสุขภาวะของผู้เรียน. อุมาพร ตรังคสมบัติ. (2540). การแปลแบบวัดสมาธิสั้นของ Keith Conners. วารสารจิตวิทยาคลินิก, 6(2), 88-95. ภาษาอังกฤษ (English) Epstein, N. B., Baldwin, L. M., & Bishop, D. S. (1983). The McMaster family assessment device. Journal of Marital and Family Therapy, 9(2), 171-80. Johnston, C., & Mash, E. J. (2001). Families of children with attention-deficit/hyperactivity disorder: review and recommendations for future research. Clin Child Fam Psychol Rev, 4(3), 183-207. Wolraich, M. L., Hagan, J. F. Jr, Allan, C., Chan, E., Davison, D., Earls, M., et al. (2019). Clinical Practice Guideline for the Diagnosis, Evaluation, and Treatment of Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder in Children and Adolescents. Pediatrics, 144(4), e20192528.

การนำไปใช้ประโยชน์

การนำไปใช้ประโยชน์
1. ด้านการบริหารจัดการสถานศึกษาเชิงกลยุทธ์ ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ จากระบบฐานข้อมูลสารสนเทศในการวางแผนกลยุทธ์ บริหารจัดการงบประมาณ และวางแนวทางบริหารงานวิชาการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาภายในโรงเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม 2. ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของครูผู้สอน ระบบนี้เป็นเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วย ลดภาระงานด้านธุรการและเอกสารประเมินผล ตามนโยบาย "ปรับ ลด ปลดล็อก" ทำให้ครูมีเวลามากขึ้นในการนำข้อมูลการคัดกรองมาใช้จัดกลุ่มนักเรียน และออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM Education ให้สอดคล้องกับความถนัดและรูปแบบการเรียนรู้ ของผู้เรียนรายบุคคล 3. ด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและขยายผลสู่เครือข่ายวิชาการ นักเรียนได้รับการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงและทักษะทางสังคม อย่างตรงจุดจากการลงมือปฏิบัติจริง นอกจากนี้ รูปแบบการบริหารจัดการ SMILE MODEL ยังสามารถใช้เป็นต้นแบบ (Best Practice) ให้กับสถานศึกษาอื่น ๆ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 2 ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการศึกษาได้อย่างยั่งยืน
การขยายผล
1. การขยายผลการใช้งานให้ครอบคลุมทุกระดับชั้นภายในสถานศึกษา ควรนำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นไปขยายผลใช้กับนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น (ป.1-ป.3) และระดับปฐมวัย เพื่อให้โรงเรียนมีฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้เรียนขนาดใหญ่ (Big Data) ที่มีความต่อเนื่องตลอดสายการศึกษา ซึ่งจะช่วยให้การดูแลช่วยเหลือและส่งเสริมพัฒนาการนักเรียนทำได้อย่างเป็นระบบตั้งแต่วัยเริ่มเรียน 2. การเป็นต้นแบบ (Best Practice) ให้กับสถานศึกษาในเครือข่าย รูปแบบการบริหารจัดการ SMILE MODEL ที่บูรณาการร่วมกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศนี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางขยายผลให้แก่สถานศึกษาอื่น ๆ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 2 เพื่อเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนโครงการนวัตกรรมการศึกษาไทย (IFTE) และส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM Education ในบริบทที่หลากหลายต่อไป 3. การพัฒนาต่อยอดทางเทคโนโลยีและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ มีแนวทางในการพัฒนาระบบให้เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน และบูรณาการระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงและแจ้งเตือนปัญหาสุขภาพจิตหรือพฤติกรรมเสี่ยงได้ทันท่วงที นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการขยายผลสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียน โดยเปิดช่องทางให้ผู้ปกครองเข้าถึงข้อมูลพัฒนาการของบุตรหลานได้อีกด้วย
การต่อยอด
1. การพัฒนานวัตกรรมต่อยอดด้วยระบบ AI และแอปพลิเคชันมือถือ ควรมีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศให้สามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล และบูรณาการระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงและแจ้งเตือน เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตหรือพฤติกรรมเสี่ยงของผู้เรียนได้อย่างทันท่วงที 2. การสร้างฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้เรียนขนาดใหญ่ (Big Data) ที่ต่อเนื่อง ควรขยายผลการใช้งานระบบคัดกรองให้ครอบคลุมตั้งแต่นักเรียนระดับชั้นปฐมวัยจนถึงประถมศึกษาตอนต้น เพื่อให้โรงเรียนมีข้อมูลเชิงประจักษ์ ที่มีความต่อเนื่องตลอดสายการศึกษา ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถวางแผนกลยุทธ์และจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาภายในสถานศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม 3. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือและการวิจัยเชิงลึกด้านผลสัมฤทธิ์ ควรต่อยอดไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้าถึงข้อมูลพัฒนาการของบุตรหลานได้ นอกจากนี้ ควรมีการศึกษาวิจัยเชิงเปรียบเทียบในระยะยาว เพื่อติดตามผลว่าทักษะการคิดขั้นสูงที่เกิดจาก STEAM Education จะส่งผลต่อการยกระดับคะแนนการทดสอบระดับชาติ (O-NET) หรือผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการในรายวิชาหลักอย่างไร
การประยุกต์ใช้
1. การประยุกต์ใช้เพื่อคัดกรองและจัดกลุ่มผู้เรียนรายบุคคล ครูสามารถนำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศมาใช้ประมวลผลข้อมูลความพร้อมทางสติปัญญา รูปแบบการเรียนรู้ และทักษะทางสังคมของนักเรียนรายบุคคล เพื่อนำไปใช้เป็นฐานในการ จัดกลุ่มนักเรียนแบบคละความสามารถ ซึ่งช่วยให้เกิดกลไกการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน และช่วยให้ครูออกแบบกิจกรรม STEAM Education ที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้อย่างตรงจุด 2. การประยุกต์ใช้เพื่อลดภาระงานธุรการและยกระดับการสอนเชิงรุก ระบบดิจิทัลนี้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการ ลดภาระงานด้านเอกสารและงานธุรการ ตามนโยบาย "ปรับ ลด ปลดล็อก" ของ สพฐ. ส่งผลให้ครูผู้สอนมีเวลาเพิ่มขึ้นในการนำคู่มือการบริหารจัดการแบบ SMILE MODEL ไปประยุกต์ใช้เพื่อออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่เน้นการปฏิบัติจริงและการใช้ทักษะวิทยาการคำนวณ (Coding) ในการแก้ปัญหา 3. การประยุกต์ใช้ข้อมูลเพื่อการบริหารและสร้างภาคีเครือข่า: ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถนำข้อมูลเชิงประจักษ์ จากระบบไปใช้ในการวางแผนเชิงกลยุทธ์ จัดสรรงบประมาณ และบริหารงานวิชาการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำภายในโรงเรียน นอกจากนี้ ยังสามารถประยุกต์ใช้ระบบในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียน โดยเปิดช่องทางให้ผู้ปกครองเข้าถึงข้อมูลพัฒนาการเพื่อร่วมกันดูแลนักเรียนกลุ่มเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที

ผลกระทบและการถอดบทเรียน

ผลของการยกระดับคุณภาพ
1. นักเรียนมีพัฒนาการด้านทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในระดับดีมาก การใช้นวัตกรรมภายใต้กลไก SMILE MODEL และการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM Education ส่งผลให้นักเรียนมีพัฒนาการด้าน กระบวนการคิดขั้นสูง และ ทักษะทางสังคม ในภาพรวมอยู่ในระดับ ดีมาก (Mean = 4.58) นักเรียนสามารถประยุกต์ใช้วิทยาการคำนวณ (Coding) ในการแก้ปัญหาเชิงตรรกะ มีความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรม และมีทักษะการทำงานเป็นทีมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้ไปสู่การเป็น "นวัตกร" 2. การบริหารจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์: ระบบฐานข้อมูลสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในระดับ มากที่สุด (Mean = 4.77) ช่วยให้สถานศึกษาสามารถยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ผ่านการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูล ระบบสามารถคัดกรองและวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างบุคคลได้อย่างแม่นยำ ทำให้ครูจัดกลุ่มผู้เรียน และออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning) ได้ตรงตามศักยภาพและรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคน ซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำและลดภาระงานด้านเอกสารของครูได้อย่างมีนัยสำคัญ
การถอดบทเรียน
1. เทคโนโลยีดิจิทัลคือหัวใจสำคัญในการ "ปลดล็อก" ศักยภาพของครู บทเรียนสำคัญจากการวิจัยพบว่าการนำเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้งานง่าย มาใช้ในกระบวนการคัดกรองและจัดเก็บข้อมูล สามารถลดภาระงานด้านเอกสารและงานธุรการของครูลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อครูหลุดพ้นจากภาระงานกระดาษที่ซับซ้อน จะทำให้มีเวลาและพลังในการไปทำหน้าที่เป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และจัดกิจกรรม STEAM Education ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการยอมรับเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้งานรับรู้ว่าสิ่งนั้น "ง่าย" และ "มีประโยชน์ต่อการทำงานจริง" 2. คุณภาพการศึกษาต้องเริ่มจากกระบวนการ "ต้นน้ำ" ที่แม่นยำ การถอดบทเรียนแสดงให้เห็นว่าการมีข้อมูลเชิงประจักษ์ จากการคัดกรองนักเรียนรายบุคคลที่เป็นระบบ คือกุญแจสู่ความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้ ข้อมูลจากระบบสารสนเทศช่วยให้ครูมองเห็นความแตกต่างระหว่างบุคคล ทั้งในด้านรูปแบบการเรียนรู้ และทักษะทางสังคม ทำให้สามารถจัดกลุ่มผู้เรียน แบบคละความสามารถเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ได้อย่างตรงจุด ส่งผลให้นักเรียนเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้ไปสู่การเป็น "นวัตกร" ที่สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนผ่านโครงงาน STEAM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้
1. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในผ่านกลไกเพื่อนช่วยเพื่อนและการทำงานเป็นทีม นวัตกรรมนี้ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับห้องเรียน โดยใช้ข้อมูลจากการคัดกรองในระบบสารสนเทศมา จัดกลุ่มนักเรียนแบบคละความสามารถ เพื่อให้เกิดกระบวนการ เรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน นอกจากนี้ ในขั้นตอน ของ SMILE MODEL ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนได้นำเสนอผลงานนวัตกรรมและแลกเปลี่ยนแนวคิดจากการทำโครงงาน STEAM ร่วมกับผู้อื่น ซึ่งช่วยพัฒนาทั้งทักษะการสื่อสารและการทำงานเป็นทีมอย่างเป็นรูปธรรม 2. การขยายผลสู่เครือข่ายวิชาการในฐานะแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ผลการวิจัยและรูปแบบการบริหารจัดการ SMILE MODEL ถูกวางเป้าหมายให้เป็นต้นแบบในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับผู้บริหารและครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 2 โดยเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ ลดภาระงานครู และการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาลงสู่การปฏิบัติจริง ภายใต้โครงการ นวัตกรรมการศึกษาไทย (IFTE) เพื่อให้สถานศึกษาอื่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในบริบทที่หลากหลายได้

ปัญหาและอุปสรรค

ด้านการดำเนินงาน — ปัญหา
1. ความท้าทายในการคัดกรองผู้เรียนที่มีความหลากหลายและซับซ้อน โรงเรียนบ้านม่วงสามปีประสบปัญหาในการประเมินและคัดกรองนักเรียนเนื่องจากมีความหลากหลายทางบริบท ทั้งนักเรียนในพื้นที่และกลุ่มเด็กบนพื้นที่สูง การที่ขาดระบบฐานข้อมูลที่สามารถวิเคราะห์และประมวลผลพฤติกรรมผู้เรียนในเชิงลึก ทำให้สถานศึกษาไม่สามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านความพร้อมสติปัญญา ความถนัด และรูปแบบการเรียนรู้ได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้การจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะ เช่น Coding และกระบวนการคิดขั้นสูง ยังไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการรายบุคคลได้อย่างตรงจุด 2. ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและภาระงานเอกสารของครู จากการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการทดสอบระดับชาติ (O-NET) พบความแปรปรวนของคะแนนสูง ซึ่งบ่งชี้ถึงช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำภายในสถานศึกษา นอกจากนี้ ในระบบเดิมครูผู้สอนยังมีข้อจำกัดเรื่องภาระงานด้านธุรการและเอกสารประเมินผลที่มากเกินไป สภาพปัญหานี้ทำให้ครูขาดเครื่องมือดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการชั้นเรียนแบบคละความสามารถ และไม่มีเวลาเพียงพอในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่จะช่วยลดช่องว่างทางการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง
ด้านการดำเนินงาน — อุปสรรค
1. ความท้าทายจากความหลากหลายของบริบทผู้เรียน สถานศึกษาต้องรับผิดชอบนักเรียนที่มีความหลากหลายสูง ทั้งนักเรียนในพื้นที่และกลุ่มเด็กบนพื้นที่สูง ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมากในด้านความพร้อมทางสติปัญญา ความถนัด และรูปแบบการเรียนรู้ ความหลากหลายนี้ประกอบกับการขาดระบบการคัดกรองที่มีมาตรฐาน ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาภายในโรงเรียน โดยสะท้อนผ่านความแปรปรวนของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (O-NET) ที่อยู่ในระดับสูง 2. ข้อจำกัดด้านเครื่องมือดิจิทัลและภาระงานธุรการที่ล้นตัว ในระบบการดำเนินงานเดิม ครูผู้สอนขาดเครื่องมือหรือระบบฐานข้อมูลสารสนเทศที่สามารถประมวลผลและวิเคราะห์พฤติกรรมผู้เรียนในเชิงลึกได้อย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ส่งผลให้ครูต้องแบกรับภาระงานด้านเอกสารและการประเมินผลที่ซับซ้อนตามนโยบายเดิม ทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอในการนำข้อมูลมาใช้ในการบริหารจัดการชั้นเรียนแบบคละความสามารถ หรือออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning) ที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนรายบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านงบประมาณ — ปัญหา
1. การขาดข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อใช้ในการวางแผนจัดสรรงบประมาณเชิงกลยุทธ์ ก่อนการพัฒนาระบบสารสนเทศ ผู้บริหารสถานศึกษาขาดเครื่องมือที่ให้ข้อมูลที่แม่นยำและรวดเร็ว เกี่ยวกับพฤติกรรมและความต้องการจำเป็นพิเศษของผู้เรียนรายบุคคล ส่งผลให้การวางแผนกลยุทธ์และการจัดสรรงบประมาณในโครงการต่าง ๆ อาจไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่แท้จริง หรือไม่สามารถนำงบประมาณไปใช้ในการแก้ปัญหาได้ตรงจุดเท่าที่ควร 2. ความท้าทายในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จากสภาพปัญหาความแปรปรวนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (O-NET) ที่อยู่ในระดับสูง สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างความเหลื่อมล้ำภายในโรงเรียน การบริหารงานในรูปแบบเดิมยังขาดข้อมูลสารสนเทศเชิงลึกที่จะนำมาใช้เป็นฐานในการ จัดสรรงบประมาณ โครงการ หรือกิจกรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและดูแลกลุ่มเป็าหมายที่มีบริบทหลากหลาย (เช่น นักเรียนในพื้นที่และนักเรียนบนพื้นที่สูง) ให้ได้รับการสนับสนุนทรัพยากรทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
ด้านงบประมาณ — อุปสรรค
1. การขาดข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อใช้ในการวางแผนจัดสรรงบประมาณเชิงกลยุทธ์ ก่อนการมีนวัตกรรมนี้ สถานศึกษาขาดระบบฐานข้อมูลที่แม่นยำในการวิเคราะห์ความต้องการและพฤติกรรมของผู้เรียนรายบุคคล ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้บริหารไม่สามารถใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ มาประกอบการตัดสินใจวางแผนกลยุทธ์และจัดสรรงบประมาณของโรงเรียนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่แท้จริงของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ความท้าทายในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เนื่องจากโรงเรียนมีบริบทผู้เรียนที่หลากหลายทั้งนักเรียนในพื้นที่และนักเรียนบนพื้นที่สูง ซึ่งสะท้อนผ่านความแปรปรวนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (O-NET) ที่อยู่ในระดับสูง การขาดเครื่องมือคัดกรองเชิงลึกในอดีตจึงเป็นอุปสรรคต่อการนำงบประมาณหรือโครงการพัฒนาต่าง ๆ ลงไปสนับสนุนทรัพยากรทางการศึกษาให้ถึงตัวผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มเสี่ยงได้อย่างทั่วถึงและตรงจุด เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำภายในสถานศึกษา

ปัจจัยความสำเร็จและประโยชน์สาธารณะ

ปัจจัยความสำเร็จ
1. ความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากทุกภาคส่วน ความสำเร็จในการขับเคลื่อนนวัตกรรมนี้เกิดจากการสนับสนุนและความร่วมมืออย่างดียิ่งจากผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนทุกคนที่ร่วมกันผลักดันจนบรรลุเป้าหมาย นอกจากนี้ยังได้รับคำแนะนำและการตรวจสอบคุณภาพ เครื่องมือจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ระบบและนวัตกรรมมีความสมบูรณ์และถูกต้องตามหลักวิชาการ 2. กระบวนการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้และเป็นระบบ (R&D) ผู้วิจัยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา ที่เริ่มจากการวิเคราะห์ความต้องการ ของครูผู้สอนจริง ๆ และออกแบบระบบให้ใช้งานง่าย ตามทฤษฎีการยอมรับการใช้เทคโนโลยี เมื่อครูรับรู้ว่าระบบช่วยลดภาระงานเอกสารได้จริงและใช้งานไม่ยุ่งยาก จึงนำไปสู่การยอมรับและใช้งานนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ
ประโยชน์สาธารณะที่ได้รับ
1. การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างรากฐานทักษะทางสังคมให้แก่เยาวชน นวัตกรรมนี้ช่วยให้สถานศึกษามีระบบข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียนที่มีบริบทหลากหลาย ทั้งนักเรียนในพื้นที่และกลุ่มเด็กบนพื้นที่สูง การคัดกรองที่แม่นยำนำไปสู่การจัดการเรียนรู้ที่ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำภายในโรงเรียน และช่วยให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านทักษะทางสังคม เช่น การทำงานเป็นทีมและการสื่อสาร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินชีวิตและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. การเป็นต้นแบบแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) เพื่อการพัฒนาการศึกษาระดับเครือข่าย รูปแบบการบริหารจัดการ SMILE MODEL ที่บูรณาการร่วมกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่เพียงแต่ใช้ภายในโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นต้นแบบหรือแนวทางให้แก่สถานศึกษาอื่น ๆ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 2 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สิ่งนี้เป็นการขยายผลองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในภาพรวมของประเทศอย่างยั่งยืน

การอ้างอิงผลงานนี้

คัดลอกได้เลย
APA 7th Edition (ปรับสำหรับแหล่งข้อมูลออนไลน์)
ลิงก์โดยตรง

ผลงานที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นนี้ได้!