053 221 413 moe15.devedu@gmail.com จันทร์–ศุกร์ 08:30–16:30 น.

การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เข็มทิศสุขภาวะ (Well-being Compass) ชุดเครื่องมือคัดกรองและส่งเสริมสุขภาพ 4 มิติ สำหรับผู้เรียนตลอดชีวิต

นวัตกรรมการแก้ปัญหาสุขภาพ 4 มิติ (สุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขภาพสังคม และสุขภาพปัญญา) ศธจ.ลำปาง 16 มิถุนายน 2569 10 ครั้ง

ข้อมูลพื้นฐานนวัตกรรม

การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เข็มทิศสุขภาวะ (Well-being Compass) ชุดเครื่องมือคัดกรองและส่งเสริมสุขภาพ 4 มิติ สำหรับผู้เรียนตลอดชีวิต
หมวดนวัตกรรม
นวัตกรรมการแก้ปัญหาสุขภาพ 4 มิติ (สุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขภาพสังคม และสุขภาพปัญญา)
ประเภทนวัตกรรม
ด้านเทคโนโลยีการศึกษา
ปี (พ.ศ.)
2569
สังกัด ศธจ.
ศธจ.ลำปาง
ระดับการศึกษา
การศึกษานอกระบบ
กลุ่มสาระการเรียนรู้

สถานศึกษาและสังกัด

สถานศึกษา / โรงเรียน / หน่วยงาน
สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดลำปาง
สังกัด
สกร. (สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้)
สังกัดย่อย / ระบุเพิ่มเติม

ผู้พัฒนา

ผู้พัฒนาหลัก
นางสาว กรัณฑรัตน์ ดวงใจสืบ
ตำแหน่ง
นักวิชาการศึกษาปฏิบัติการ
โทรศัพท์
0910782780
E-mail
karantaratd@gmail.com

ผลการดำเนินงานและเนื้อหา

ผลการดำเนินงาน
ผลการดำเนินงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรม "เข็มทิศสุขภาวะ" มีสาระสำคัญดังนี้: ประสิทธิภาพของนวัตกรรม: เครื่องมือมีประสิทธิภาพสูงและเชื่อถือได้ โดยผ่านเกณฑ์ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ (IOC อยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบคัดกรองเท่ากับ 0.86 และแบบสอบถามความพึงพอใจเท่ากับ 0.91 , ระดับสุขภาวะองค์รวม 4 มิติ: จากการประเมินกลุ่มเป้าหมาย 300 คน พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปกติ (ไฟเขียว) แต่ในกลุ่มที่ต้องดูแลเร่งด่วน (ไฟแดง) พบว่ามิติสุขภาพสังคมมีสัดส่วนสูงสุด (ร้อยละ 8.0) รองลงมาคือสุขภาพกาย (ร้อยละ 5.0) สุขภาพจิต (ร้อยละ 4.0) และสุขภาพปัญญา (ร้อยละ 3.0) ตามลำดับ , , ความพึงพอใจและการนำไปใช้: ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจในภาพรวมระดับมากที่สุด ( X ˉ = 4.64) โดยเฉพาะประโยชน์ที่ช่วยให้ครูรู้จักและให้คำปรึกษาผู้เรียนได้ดียิ่งขึ้น , ทั้งนี้มีแนวทางบูรณาการผลลัพธ์เพื่อเทียบโอนเป็นชั่วโมงกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) บูรณาการในรายวิชาทักษะการดำเนินชีวิต และต่อยอดเป็นโครงงานแก้ปัญหาสุขภาพชุมชน
กลุ่มเป้าหมาย
ผู้เรียนที่ลงทะเบียนเรียน ในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดลำปาง (สกร.ระดับอำเภอ) ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 13 แห่ง จำนวนรวมทั้งสิ้น 300 คน
ระยะเวลาดำเนินงาน
1 ปีการศึกษา
อ้างอิง / เอกสารที่เกี่ยวข้อง
กรมส่งเสริมการเรียนรู้. (2566). พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. ๒๕๖๖. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนที่ 20 ก. กระทรวงศึกษาธิการ. สืบค้นเมื่อ 9 มิถุนายน 2569, จาก https://www.moe.go.th/พรบ-ส่งเสริมการเรียนรู้/ กรมอนามัย. (2566). แผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2566-2570). กระทรวงสาธารณสุข. สืบค้นเมื่อ 9 มิถุนายน 2569, จาก https://anamai.moph.go.th/th/strategic-plan กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (2565). รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ประจำปี 2564-2565: โควิด-19 กับความท้าทายใหม่ของระบบการศึกษาไทย. สืบค้นเมื่อ 9 มิถุนายน 2569, จาก https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/EEF-Report-2564-2565.pdf ประเวศ วะสี. (2564). สุขภาวะองค์รวมเพื่อเพื่อนมนุษย์ (พิมพ์ครั้งที่ 2). สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). สืบค้นเมื่อ 9 มิถุนายน 2569, จาก https://www.thaihealth.or.th/ พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2564). หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 6). สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ศิริชัย กาญจนวาสี. (2565). ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม (Classical Test Theory) (พิมพ์ครั้งที่ 8). สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. (2565). ทิศทางการวิจัยระบบสาธารณสุขและแนวทางการประเมินสุขภาวะชุมชน. สืบค้นเมื่อ 9 มิถุนายน 2569, จาก https://www.hsri.or.th/researcher สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). (2566). รายงานสถานการณ์สุขภาพคนไทย 2566: คำสัญญาไทยในเวทีโลก กับการสร้างเสริมสุขภาพ. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อ 9 มิถุนายน 2569, จาก https://thaihealthreport.ipsr.mahidol.ac.th/ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ. (2565). ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2565. สืบค้นเมื่อ 9 มิถุนายน 2569, จาก https://www.nationalhealth.or.th/ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2564). แนวทางการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของผู้เรียน. กระทรวงศึกษาธิการ. สืบค้นเมื่อ 9 มิถุนายน 2569, จาก http://www.onec.go.th/th.php/page/view/Outstand/4282

การนำไปใช้ประโยชน์

การนำไปใช้ประโยชน์
1.ประโยชน์ต่อตัวผู้เรียน ผู้เรียน สกร. ในจังหวัดลำปาง ได้รับการคัดกรองและประเมินสุขภาวะทั้ง 4 มิติ (กาย จิต สังคม ปัญญา) ทำให้ตระหนักรู้ถึงสถานะทางสุขภาพและความเสี่ยงของตนเอง พร้อมทั้งได้รับคำแนะนำเบื้องต้นผ่านตัวนวัตกรรม ซึ่งช่วยส่งเสริมความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจในการเรียนรู้และการดำเนินชีวิตประจำวัน 2.ประโยชน์ต่อครูและผู้ปฏิบัติงาน ครู สกร. และบุคลากรทางการศึกษา มีนวัตกรรมชุดเครื่องมือที่ใช้งานง่ายและได้มาตรฐานทางวิชาการ สำหรับใช้ในระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน ทำให้สามารถคัดกรองกลุ่มเสี่ยง และนำข้อมูลไปใช้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้หรือให้คำปรึกษาได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที 3.ประโยชน์ต่อระดับองค์กรและนโยบาย สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดลำปาง (สกร.จังหวัดลำปาง) มีฐานข้อมูลสารสนเทศด้านสุขภาวะองค์รวมของผู้เรียนระดับพื้นที่ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการวางแผนยุทธศาสตร์ จัดสรรงบประมาณ และกำหนดนโยบายสาธารณะด้านการศึกษาที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล 4.ประโยชน์ต่อระบบการจัดการศึกษา เกิดต้นแบบในการบูรณาการงานส่งเสริมสุขภาพเข้ากับระบบการศึกษา โดยสามารถนำแนวทางหรือผลลัพธ์จากนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้กับงานส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ เช่น การนำผลประเมินไปเชื่อมโยงกับการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) หรือสนับสนุนการเทียบโอนหน่วยกิต ซึ่งเป็นการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม
การขยายผล
1. การบูรณาการสู่ระบบการเรียนการสอน ขยายผลโดยการกำหนดเป็นนโยบายให้สถานศึกษาในสังกัด นำผลการประเมินไปเชื่อมโยงกับการเทียบโอนเป็นชั่วโมงกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) หรือเป็นส่วนหนึ่งของคะแนนในรายวิชาทักษะการดำเนินชีวิต และรายวิชาสุขศึกษา นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นให้ผู้เรียนทำโครงงาน เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพในระดับบุคคลหรือชุมชน 2. การกำหนดเป็นมาตรฐานในสถานศึกษา ข้อเสนอแนะระบุให้ครู ศกร.ตำบล นำนวัตกรรมนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือมาตรฐานในขั้นตอนการปฐมนิเทศผู้เรียนใหม่ทุกภาคเรียน เพื่อจัดทำ "แผนที่สุขภาพ" สำหรับวางแผนการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อสภาพปัญหาของผู้เรียนแต่ละกลุ่มอย่างตรงจุด 3. การยกระดับทางเทคโนโลยีและระบบข้อมูล มีแผนพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมให้เป็น เว็บแอปพลิเคชัน อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับระบบ Dashboard แสดงผลภาพรวมระดับจังหวัดแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยในการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ระดับนโยบาย 4. การสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือ ขยายผลเชิงระบบโดยการนำฐานข้อมูลกลุ่มเสี่ยง (โดยเฉพาะด้านสุขภาพสังคมและเศรษฐกิจ) ไปประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เช่น พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือสาธารณสุขจังหวัด เพื่อสร้างระบบดูแลช่วยเหลือและส่งต่อผู้เรียนแบบบูรณาการ 5. การจัดการความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี มีข้อเสนอให้ทำการศึกษาถอดบทเรียนจากกลุ่มผู้เรียนที่สามารถพัฒนาสุขภาวะจากกลุ่มเสี่ยง (ไฟแดง) จนกลับมาเป็นปกติ (ไฟเขียว) ได้สำเร็จ เพื่อจัดทำเป็นคู่มือ "Best Practice ด้านสุขภาวะ" สำหรับเผยแพร่และขยายผลให้แก่ผู้เรียนคนอื่นๆ ต่อไป
การต่อยอด
1. การบูรณาการเข้ากับระบบหลักสูตรและการประเมินผล - การเทียบโอนชั่วโมงกิจกรรม นำผลการใช้งานนวัตกรรมและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้เรียนมาเทียบโอนเป็นชั่วโมงกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) อย่างเป็นรูปธรรม - การเชื่อมโยงรายวิชา บูรณาการผลลัพธ์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการให้คะแนนในรายวิชาทักษะการดำเนินชีวิต หรือวิชาสุขศึกษา โดยใช้ข้อมูลสุขภาวะเป็นฐานในการเรียนรู้ - การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ใช้ข้อมูลจากแบบคัดกรองเป็นโจทย์ตั้งต้นให้ผู้เรียนทำโครงงาน เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพในระดับบุคคลหรือชุมชน ซึ่งเป็นการฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา 2. การพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือและจัดทำสารสนเทศผู้เรียน - การจัดทำแผนที่สุขภาพ (Health Map) กำหนดให้นวัตกรรมนี้เป็นเครื่องมือมาตรฐานในขั้นตอนการปฐมนิเทศผู้เรียนใหม่ทุกภาคเรียน เพื่อให้ครูมีข้อมูลสารสนเทศพื้นฐาน ในการรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคลและจัดกลุ่มการดูแลได้อย่างเหมาะสม - ระบบเตือนภัยล่วงหน้า ใช้การแปรผลแบบสัญญาณไฟจราจรเพื่อคัดกรองกลุ่มเสี่ยง (ไฟแดง) ช่วยให้ครูสามารถให้คำปรึกษาและส่งต่อความช่วยเหลือไปยังภาคีเครือข่ายภายนอก เช่น สาธารณสุข หรือ พมจ. ได้ทันท่วงที 3. การยกระดับเชิงนโยบายและนวัตกรรมดิจิทัล - ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ต่อยอดนวัตกรรมสู่รูปแบบเว็บแอปพลิเคชัน ที่มีระบบ Dashboard แสดงผลภาพรวมระดับจังหวัดแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยในการวางแผนยุทธศาสตร์และการจัดสรรงบประมาณที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล - การสร้างต้นแบบและแนวปฏิบัติที่ดี ถอดบทเรียน จากกลุ่มที่สามารถพัฒนาสุขภาวะจากกลุ่มเสี่ยงจนกลับมาเป็นปกติได้สำเร็จ เพื่อสร้างเป็นคู่มือ "Best Practice ด้านสุขภาวะ" สำหรับใช้ขยายผลในสถานศึกษาอื่นๆ 4. การวิจัยเพื่อพิสูจน์ผลสัมฤทธิ์ - มีข้อเสนอแนะให้ดำเนินการวิจัยเชิงทดลอง เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหรือคุณภาพชีวิตของผู้เรียน ก่อนและหลังการใช้กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่บูรณาการร่วมกับนวัตกรรมนี้ เพื่อยืนยันประสิทธิภาพในการยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน
การประยุกต์ใช้
1. การประยุกต์ใช้ในระดับห้องเรียนและผู้เรียน - เครื่องมือคัดกรองมาตรฐาน ครู ศกร.ตำบล สามารถนำนวัตกรรมนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือมาตรฐานในขั้นตอนการปฐมนิเทศผู้เรียนใหม่ทุกภาคเรียน - การจัดทำแผนที่สุขภาพ (Health Map) ใช้ข้อมูลจากการคัดกรองมาจัดกลุ่มผู้เรียน (เขียว เหลือง แดง) เพื่อสร้าง "แผนที่สุขภาพ" ของชั้นเรียน ช่วยให้ครูรู้จักผู้เรียนรายบุคคลและวางแผนการดูแลช่วยเหลือได้ตรงจุด - ระบบเตือนภัยล่วงหน้า ใช้การแปรผลแบบสัญญาณไฟจราจรเพื่อเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง (ไฟเหลือง) และกลุ่มที่ต้องดูแลเร่งด่วน (ไฟแดง) ทำให้สามารถให้คำปรึกษาเบื้องต้นได้ทันท่วงที 2. การประยุกต์ใช้เชิงบูรณาการกับหลักสูตร - การเทียบโอนผลการเรียน นำผลการใช้งานและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพมาเทียบโอนเป็นชั่วโมงกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) - การให้คะแนนในรายวิชา บูรณาการผลการประเมินเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของคะแนนในรายวิชาทักษะการดำเนินชีวิต หรือรายวิชาสุขศึกษา - การเรียนรู้ผ่านโครงงาน ใช้ข้อมูลปัญหาจากแบบคัดกรองเป็นโจทย์ตั้งต้นให้ผู้เรียนทำโครงงานเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพของตนเองหรือชุมชน 3. การประยุกต์ใช้ในระดับบริหารและเครือข่าย - นโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ผู้บริหารใช้ข้อมูลสารสนเทศ จากนวัตกรรมเป็นฐานในการวางแผนยุทธศาสตร์ กำหนดนโยบาย และจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาจริงในพื้นที่ - การประสานเครือข่ายส่งต่อ นำฐานข้อมูลกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะมิติสุขภาพสังคมและเศรษฐกิจ ไปประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เช่น พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พมจ.) หรือสาธารณสุขจังหวัด เพื่อส่งต่อการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ 4. การต่อยอดในอนาคต - การพัฒนาสู่ระบบดิจิทัล มีแนวทางพัฒนาต่อยอดให้เป็น เว็บแอปพลิเคชัน เพื่อรองรับระบบ Dashboard แสดงผลภาพรวมระดับจังหวัดแบบเรียลไทม์ เพื่อความสะดวกในการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ - การสร้างคู่มือแนวปฏิบัติที่ดี ถอดบทเรียนจากผู้เรียนที่พัฒนาตนเองจนกลับมาเป็นปกติ เพื่อสร้างเป็นคู่มือ "Best Practice ด้านสุขภาวะ" สำหรับเผยแพร่ให้สถานศึกษาอื่นๆ นำไปปรับใช้

ผลกระทบและการถอดบทเรียน

ผลของการยกระดับคุณภาพ
1. การบูรณาการเข้ากับระบบหลักสูตรและคุณวุฒิ นวัตกรรมนี้ช่วยให้กิจกรรมด้านสุขภาวะมีค่าในเชิงการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถนำผลการประเมินและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปต่อยอดได้ดังนี้ - การเทียบโอนเป็นหน่วยกิตหรือชั่วโมงกิจกรรม สามารถนำไปนับเป็นชั่วโมงกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) หรือให้คะแนนในรายวิชาทักษะการดำเนินชีวิตและรายวิชาสุขศึกษา ซึ่งเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนใส่ใจสุขภาพพร้อมกับความก้าวหน้าทางการศึกษา - การเรียนรู้เชิงรุก ข้อมูลจากเครื่องมือถูกใช้เป็นโจทย์ตั้งต้นให้ผู้เรียนทำโครงงาน เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพตนเองหรือชุมชน ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง 2. การสร้างระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนเชิงรุก - การรู้จักผู้เรียนรายบุคคล ครูมีเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้งานง่ายในการคัดกรองผู้เรียน ทำให้มีข้อมูลสารสนเทศพื้นฐาน สำหรับวางแผนการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล - ระบบเตือนภัยล่วงหน้า การแปรผลแบบสัญญาณไฟจราจรช่วยให้ครูคัดกรองกลุ่มเสี่ยง (ไฟแดง) และให้คำปรึกษาหรือส่งต่อความช่วยเหลือไปยังภาคีเครือข่ายภายนอกได้ทันท่วงที ช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้เรียนจะหลุดออกจากระบบการศึกษาเนื่องจากปัญหาสุขภาพหรือเศรษฐกิจ 3. การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา - การแก้ปัญหาที่ตรงจุด ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่ามิติ "สุขภาพสังคม" (ภาระหนี้สินและสภาพแวดล้อม) เป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของผู้เรียนนอกระบบ - การยกระดับคุณภาพการศึกษาในที่นี้คือการที่สถานศึกษาสามารถระบุกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนและประสานงานความช่วยเหลือด้านสวัสดิการสังคมร่วมกับหน่วยงานอื่นได้ - การเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ สุขภาวะที่ดีถูกระบุว่าเป็นรากฐานหลักที่กำหนดความพร้อมและประสิทธิภาพในการศึกษา หากสุขภาวะองค์รวมดีขึ้น ความพร้อมในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้เรียนย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย 4. การพัฒนาระบบบริหารจัดการด้วยข้อมูล - การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถนำข้อมูลระดับพื้นที่ไปใช้ในการจัดสรรงบประมาณและกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาจริง ไม่ใช่การบริหารแบบเหมาเข่ง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ยั่งยืน - ต้นแบบนวัตกรรม เกิดแนวปฏิบัติที่ดี และรุ่นพี่ต้นแบบที่สามารถพัฒนาสุขภาวะจนกลับมาเป็นปกติได้ ซึ่งสามารถถอดบทเรียนมาเป็นคู่มือการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนคนอื่นๆ ต่อไป
การถอดบทเรียน
1.การออกแบบโดยยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง บทเรียนสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมนี้มีค่าความเชื่อมั่นสูง (0.86) คือกระบวนการพัฒนาที่วิเคราะห์สภาพปัญหาและบริบทของผู้เรียนวัยผู้ใหญ่อย่างละเอียด มีการปรับใช้ภาษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง ทำให้ผู้เรียนเข้าใจข้อคำถามและกล้าสะท้อนข้อมูลที่เป็นจริงออกมา 2.การระบุรากเหง้าของปัญหา ผลจากการใช้เครื่องมือทำให้ค้นพบว่า "สุขภาพสังคม" เป็นมิติที่เป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของผู้เรียน สกร. (กลุ่มไฟแดงสูงถึงร้อยละ 8.0) เนื่องจากภาระทางเศรษฐกิจและหนี้สิน ซึ่งบทเรียนนี้ช่วยให้สถานศึกษาตระหนักว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษาต้องควบคู่ไปกับการดูแลสวัสดิการและสภาพสังคมของผู้เรียนด้วย, 3.ประสิทธิภาพของระบบเตือนภัยล่วงหน้า การเปลี่ยนรูปแบบการประเมินจากตัวเลขที่เข้าใจยาก มาเป็นระบบสัญญาณไฟจราจร ช่วยให้ครูสามารถคัดกรองและส่งต่อความช่วยเหลือ ได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนเชิงรุก 4.แผนการถอดบทเรียนจาก "ผู้เรียนต้นแบบ" ในข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป มีระบุถึงความจำเป็นในการทำวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อ "ถอดบทเรียน" จากกลุ่มผู้เรียนที่เคยอยู่ในระดับเสี่ยงเร่งด่วน (ไฟแดง) แต่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจนกลับมาเป็นปกติ (ไฟเขียว) ได้สำเร็จ เพื่อนำมาสร้างเป็นคู่มือ "Best Practice ด้านสุขภาวะ" สำหรับเผยแพร่ให้ผู้เรียนคนอื่นๆ ต่อไป 5.ความสำคัญของข้อมูลสารสนเทศ บทเรียนเชิงบริหารระบุว่าการมีข้อมูลพื้นฐาน ระดับพื้นที่ที่แม่นยำ ช่วยให้ผู้บริหารสามารถจัดสรรงบประมาณและกำหนดนโยบายได้ตรงจุดมากกว่าการบริหารแบบเดิมที่ไม่เห็นสภาพปัญหาจริงของผู้เรียน
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้
1. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคลากรและเครือข่าย - การชี้แจงและสร้างความเข้าใจ ในขั้นตอนเตรียมการ ผู้วิจัยได้ประสานงานและแลกเปลี่ยนวิธีดำเนินการไปยังผู้บริหารและครู ศกร.ตำบล ทั้ง 13 อำเภอ เพื่อสร้างความเข้าใจในวัตถุประสงค์และวิธีการใช้งานนวัตกรรมร่วมกัน -การรวบรวมมุมมองเพื่อการบูรณาการ มีการจัดเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านแบบสอบถามและคำถามปลายเปิด เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการใช้งานและการนำผลการประเมินไปบูรณาการสู่ระบบคุณวุฒิ ระหว่างครูผู้สอน ผู้เรียน และผู้วิจัย -การแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามหน่วยงาน มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้มีการนำฐานข้อมูลด้านสุขภาวะไปประสานความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับภาคีเครือข่าย เช่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อสร้างระบบการส่งต่อและช่วยเหลือผู้เรียนอย่างบูรณาการ 2. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูและผู้เรียน -การสร้างความสัมพันธ์และให้คำปรึกษา นวัตกรรมนี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก ทำให้ครูรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคลและสามารถให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาจริงของผู้เรียนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจสูงสุด 3. การจัดการความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี -การถอดบทเรียนจากประสบการณ์จริง มีแนวทางการต่อยอดโดยการทำวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อ "ถอดบทเรียน" จากกลุ่มผู้เรียนที่เคยมีปัญหาสุขภาวะรุนแรง (กลุ่มไฟแดง) แต่สามารถพัฒนาตนเองจนกลับมาเป็นปกติ (กลุ่มไฟเขียว) ได้สำเร็จ -การสร้างชุดความรู้ ผลจากการถอดบทเรียนจะถูกจัดทำเป็นคู่มือ "Best Practice ด้านสุขภาวะ" เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้เรียนคนอื่นๆ ในวงกว้างต่อไป

ปัญหาและอุปสรรค

ด้านการดำเนินงาน — ปัญหา
1. ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โลกและโรคระบาด -ผลกระทบต่อสุขภาวะ 4 มิติ วิกฤตดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาการว่างงานและความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต เกิดความเครียดสะสมและภาวะหมดไฟ -ปัญหาสังคม มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมก่อให้เกิดความโดดเดี่ยวในผู้สูงอายุ และความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ลดน้อยลง 2. ภัยคุกคามในยุคดิจิทัล -อาชญากรรมทางไซเบอร์ ในยุครัฐบาลดิจิทัล พบปัญหาคนไทยถูกหลอกลวงผ่านโทรศัพท์และข้อความสูงเป็นอันดับต้นๆ ในเอเชีย -การขาดทักษะการรู้เท่าทัน ปัญหาการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงส่งผลกระทบต่อ สุขภาวะทางปัญญา โดยเฉพาะทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลและการป้องกันตนเองจากภัยคุกคามออนไลน์ 3. ข้อจำกัดของเครื่องมือและระบบเดิม -เครื่องมือไม่เอื้อต่อบริบทการศึกษา เครื่องมือคัดกรองส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อน ไม่สอดคล้องกับบริบทการศึกษานอกระบบ -ขาดการเชื่อมโยงข้อมูล ข้อมูลสุขภาวะในอดีตมักขาดการเชื่อมโยงเข้ากับกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่สามารถดูแลช่วยเหลือผู้เรียนได้อย่างตรงจุด 4. สภาพปัญหาเชิงประจักษ์ของผู้เรียน (จากการวิจัย) -วิกฤตมิติสุขภาพสังคม: จากการวิจัยพบว่า "มิติสุขภาพสังคม" เป็นปัญหาที่รุนแรงที่สุด โดยมีผู้เรียนอยู่ในกลุ่มที่ต้องดูแลเร่งด่วน (ไฟแดง) สูงถึงร้อยละ 8.0 -ภาระทางเศรษฐกิจ ปัญหาสังคมที่โดดเด่นนี้เกิดจากกลุ่มผู้เรียน สกร. ส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงานที่ต้องแบกรับภาระครอบครัว หนี้สิน และความกดดันทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนความพร้อมในการเรียนรู้
ด้านการดำเนินงาน — อุปสรรค
1. อุปสรรคด้านเศรษฐกิจและสังคม (มิติที่รุนแรงที่สุด) -ภาระทางเศรษฐกิจและหนี้สิน ผู้เรียน สกร. ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยแรงงานที่ต้องแบกรับภาระครอบครัวและความกดดันทางการเงิน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนความพร้อมในการเรียนรู้ -สภาพแวดล้อมทางสังคม ความโดดเดี่ยวในผู้สูงอายุ และความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ลดน้อยลงจากการเว้นระยะห่างทางสังคม 2. อุปสรรคด้านสุขภาพและจิตใจ -สภาวะทางจิตใจ ผู้เรียนเผชิญกับความเครียดสะสม และภาวะหมดไฟ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการฟื้นพลังใจ เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคทั้งในชีวิตและการเรียน -พฤติกรรมเสี่ยงทางกาย ความเสี่ยงจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การพักผ่อนไม่เพียงพอ และพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสมในกลุ่มวัยแรงงาน 3. อุปสรรคในยุคดิจิทัลและทัศนคติ -ภัยคุกคามออนไลน์ อาชญากรรมทางไซเบอร์และการถูกหลอกลวงผ่านสื่อดิจิทัล ซึ่งกระทบต่อสุขภาวะทางปัญญาและความปลอดภัยในทรัพย์สิน -ทัศนคติเชิงลบต่อการเรียนรู้ ผู้เรียนบางส่วนอาจรู้สึกว่าตัวเองแก่เกินเรียน หรือมองว่าการมาเรียนเป็นภาระที่น่าเบื่อ ซึ่งสะท้อนถึงการขาดแรงจูงใจและ Growth Mindset 4. อุปสรรคด้านเครื่องมือและระบบการทำงานเดิม -ความซับซ้อนของเครื่องมือ เครื่องมือคัดกรองที่มีอยู่ในปัจจุบันมักเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้งานยากและซับซ้อน ไม่สอดคล้องกับบริบทการศึกษานอกระบบ -ขาดการเชื่อมโยงข้อมูล ระบบเดิมขาดการนำข้อมูลสุขภาวะมาบูรณาการเข้ากับระบบการเรียนการสอน ทำให้ครูไม่สามารถดูแลช่วยเหลือผู้เรียนได้อย่างตรงจุด
ด้านงบประมาณ — ปัญหา
1. ปัญหาด้านเศรษฐกิจและภาระทางการเงินของผู้เรียน (กลุ่มเป้าหมาย) นี่คือปัญหาที่โดดเด่นที่สุดจากการวิจัย ซึ่งนวัตกรรม "เข็มทิศสุขภาวะ" ตรวจพบในมิติ "สุขภาพสังคม" -เป็นมิติที่มีปัญหามากที่สุด จากการประเมินพบว่า มิติสุขภาพสังคม มีสัดส่วนผู้เรียนที่อยู่ในเกณฑ์ดูแลเร่งด่วน (ไฟแดง) สูงที่สุด คือร้อยละ 8.0 -แรงกดดันทางเศรษฐกิจ ผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยแรงงานที่ต้องแบกรับภาระครอบครัว มีปัญหาความเครียดจากภาระหนี้สิน และมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย 2. ปัญหาเชิงการบริหารจัดการและการจัดสรรงบประมาณ (ระดับนโยบาย) ในอดีตและเชิงระบบ มีข้อสังเกตถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณ ดังนี้ -การขาดข้อมูลเชิงประจักษ์ ก่อนที่จะมีนวัตกรรมนี้ หน่วยงานอาจขาดข้อมูลสารสนเทศพื้นฐาน ที่แม่นยำในระดับพื้นที่ ทำให้ยากต่อการวางแผนนโยบาย -ความต้องการการจัดสรรงบประมาณที่ตรงจุด แหล่งข้อมูลระบุว่า ผู้บริหารจำเป็นต้องใช้ฐานข้อมูลจากนวัตกรรมนี้เพื่อเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการ "จัดสรรงบประมาณ" และกำหนดนโยบายสาธารณะด้านการศึกษาให้ตอบสนองต่อสภาพปัญหาจริงของผู้เรียน แทนการจัดสรรแบบเหมาเข่ง -ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปัจจัยทางงบประมาณส่วนบุคคลของผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ (ความเหลื่อมล้ำ) เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ประสิทธิภาพในการเข้าถึงการศึกษาลดลง ซึ่งหน่วยงานทางการศึกษาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหานี้
ด้านงบประมาณ — อุปสรรค
1. อุปสรรคทางเศรษฐกิจและภาระทางการเงินของผู้เรียน นี่คืออุปสรรคที่โดดเด่นและรุนแรงที่สุดที่พบจากการวิจัย โดยปรากฏอยู่ในมิติ "สุขภาพสังคม" ซึ่งเป็นมิติที่มีผู้เรียนอยู่ในกลุ่มที่ต้องดูแลเร่งด่วน (ไฟแดง) สูงที่สุดถึงร้อยละ 8.0 -ภาระหนี้สินและรายได้ไม่เพียงพอ ผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยแรงงานที่ต้องแบกรับภาระครอบครัว จึงเผชิญกับความเครียดจากภาระหนี้สิน และมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย -อุปสรรคต่อการเรียนรู้ ปัจจัยทางเศรษฐกิจเหล่านี้เป็นตัวแปรสำคัญที่บั่นทอนความพร้อม สมาธิ และแรงจูงใจในการศึกษาของผู้เรียนนอกระบบ ทำให้การจัดการศึกษามีความท้าทายมากขึ้น 2. อุปสรรคเชิงการบริหารจัดการงบประมาณในสถานศึกษา ในระดับนโยบายและการบริหาร แหล่งข้อมูลชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด -การขาดข้อมูลสารสนเทศพื้นฐาน ในอดีตอาจขาดข้อมูลด้านสุขภาวะที่แม่นยำในระดับพื้นที่ ทำให้ยากต่อการวางแผนยุทธศาสตร์และการจัดสรรงบประมาณที่ตรงกับสภาพปัญหาจริงของผู้เรียน -ความต้องการงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาเชิงรุก: มีข้อเสนอแนะให้ผู้บริหารนำข้อมูลจากนวัตกรรมไปใช้ในการจัดสรรงบประมาณและกำหนดนโยบายสาธารณะที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อให้ความช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างทันท่วงที

ปัจจัยความสำเร็จและประโยชน์สาธารณะ

ปัจจัยความสำเร็จ
1.กระบวนการออกแบบที่ยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ความสำเร็จสำคัญเกิดจากการที่ผู้วิจัยวิเคราะห์สภาพปัญหาและบริบทของผู้เรียนวัยผู้ใหญ่ อย่างลึกซึ้ง และมีการปรับเปลี่ยนภาษาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง ทำให้ผู้เรียนเข้าใจข้อคำถามและกล้าสะท้อนข้อมูลที่เป็นจริงออกมา 2.ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือทางวิชาการ นวัตกรรมนี้ผ่านกระบวนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยมีค่าความเชื่อมั่น สูงถึง 0.86 และผ่านเกณฑ์ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ (IOC อยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00) ซึ่งสร้างความมั่นใจในการนำไปใช้งานจริง 3.รูปแบบการใช้งานที่ง่ายและเห็นผลชัดเจน นวัตกรรมออกแบบภายใต้หลักการ "ทำง่าย แปลผลไว ได้แนวทาง" โดยใช้เวลาทำไม่เกิน 5 นาที และใช้ระบบสัญญาณไฟจราจร (เขียว เหลือง แดง) เพื่อสื่อสารสถานะสุขภาพที่เข้าใจง่าย ทำให้ครูสามารถคัดกรองและส่งต่อความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที 4.ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายบุคลากร ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญคือการได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้บริหาร ครู สกร. ทั้ง 13 อำเภอในจังหวัดลำปาง และผู้เรียนที่ให้ความร่วมมือในการทดลองใช้งานและให้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อการพัฒนา 5.การสร้างมูลค่าเพิ่มและแรงจูงใจ ความสำเร็จในการนำไปใช้เกิดจากการที่นวัตกรรมสามารถบูรณาการเข้ากับระบบการเรียนการสอนปกติ เช่น การเสนอให้นำผลการใช้งานไปเทียบโอนเป็นชั่วโมงกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) หรือคะแนนในรายวิชาทักษะการดำเนินชีวิต ซึ่งทำให้ผู้เรียนเห็นประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้นวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม
ประโยชน์สาธารณะที่ได้รับ
1. การยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา -การสร้างความตระหนักรู้และป้องกันเชิงรุก ผู้เรียนสามารถรับรู้สถานะสุขภาวะทั้ง 4 มิติของตนเองได้ทันที ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและลดความเสี่ยงก่อนที่จะเจ็บป่วยรุนแรง ซึ่งเป็นการลดภาระทางสาธารณสุขในระยะยาว -การดูแลกลุ่มเปราะบาง นวัตกรรมนี้ช่วยระบุกลุ่มผู้เรียนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน โดยเฉพาะด้าน "สุขภาพสังคม" (เช่น ภาระหนี้สินและความยากลำบากทางเศรษฐกิจ) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ช่วยให้หน่วยงานสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ตรงจุดเพื่อไม่ให้ผู้เรียนหลุดออกจากระบบ 2. การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต -ระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนที่เป็นมาตรฐาน ครูและบุคลากรทางการศึกษามีเครื่องมือมาตรฐานในการจัดทำ "แผนที่สุขภาพ" (Health Map) ของชั้นเรียน ทำให้การให้คำปรึกษาและการช่วยเหลือผู้เรียนมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีมากขึ้น -การบูรณาการสุขภาพเข้ากับการศึกษา เกิดต้นแบบการเรียนรู้ที่นำผลลัพธ์ทางสุขภาพมาเชื่อมโยงกับระบบคุณวุฒิ เช่น การเทียบโอนเป็น ชั่วโมงกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) หรือคะแนนในรายวิชาทักษะการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนให้ความสำคัญกับสุขภาพควบคู่ไปกับการศึกษา 3. ประโยชน์ด้านนโยบายและการบริหารจัดการภาครัฐ -การบริหารจัดการที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หน่วยงานทางการศึกษาและจังหวัดลำปางจะมี ฐานข้อมูลสารสนเทศ ที่แม่นยำในระดับพื้นที่ เพื่อใช้ในการวางแผนยุทธศาสตร์และ จัดสรรงบประมาณ ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาจริงของประชาชนในแต่ละพื้นที่ -การบูรณาการความร่วมมือข้ามหน่วยงาน ข้อมูลจากนวัตกรรมช่วยให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง เช่น การประสานงานร่วมกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสร้างระบบดูแลช่วยเหลือประชาชนแบบไร้รอยต่อ 4. การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและปัญญาในยุคดิจิทัล -การรู้เท่าทันภัยคุกคามออนไลน์ นวัตกรรมช่วยประเมินและส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการป้องกันประชาชนจากการถูกหลอกลวงโดย อาชญากรรมทางไซเบอร์ ที่กำลังเป็นปัญหารุนแรงในปัจจุบัน -การส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน การถอดบทเรียนจาก "ผู้เรียนต้นแบบ" มาสร้างเป็นคู่มือ "Best Practice ด้านสุขภาวะ" ถือเป็นการจัดการความรู้เพื่อสาธารณะที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจและแนวปฏิบัติที่ดีให้แก่ประชาชนทั่วไปในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองอย่างต่อเนื่อง

การอ้างอิงผลงานนี้

คัดลอกได้เลย
APA 7th Edition (ปรับสำหรับแหล่งข้อมูลออนไลน์)
ลิงก์โดยตรง

ผลงานที่เกี่ยวข้อง

การประเมินความต้องการจำเป็นและพัฒนานวัตกรรมแบบคัดกรองสุขภาวะ 4 มิติ สำหรับการแนะแนวและให้คำปรึกษาเชิงรุกในสถานศึกษาจังหวัดลำปาง
ศธจ.ลำปาง · ธีรดา สี่สุวรรณ
การพัฒนาระบบคัดกรองสุขภาวะสังคมออนไลน์เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์ โรงเรียนวัดบ้านแขม จังหวัดลำปาง ภายใต้โครงการ IFTE
ศธจ.ลำปาง · ดวงนภา อินยะยศ
นวัตกรรม 3G1S Plus+: การยกระดับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้วยแบบคัดกรองสุขภาวะ 4 มิติ
ศธจ.ลำปาง · พรณิชา ขัดฝั้น
การศึกษาแนวทางการพัฒนานวัตกรรมระบบฐานข้อมูลและคัดกรองสุขภาพจิต-สุขภาพปัญญาออนไลน์ เพื่อบูรณาการการดูแลนักเรียนระดับจังหวัด
ศธจ.ลำปาง · หัตถกรณ์ ชัยวร

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นนี้ได้!