ข้อมูลพื้นฐานนวัตกรรม
นิเวศแห่งความดี บ่มเพาะสุนทรียภาพและคุณลักษณะผ่านเครือข่าย "บวร" ด้วยนวัตกรรม 4D MODEL
หมวดนวัตกรรม
นวัตกรรมพัฒนาทักษะที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ความสนใจ ความต้องการของผู้เรียน ตลาดงาน และ Soft Power
ประเภทนวัตกรรม
ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้
ปี (พ.ศ.)
2569
สังกัด ศธจ.
ศธจ.เชียงใหม่
ระดับการศึกษา
ประถมศึกษา
กลุ่มสาระการเรียนรู้
บูรณาการหลายกลุ่มสาระ
วิดีโอ YouTube
1 คลิปสถานศึกษาและสังกัด
สถานศึกษา / โรงเรียน / หน่วยงาน
โรงเรียนบ้านหนองบัว
สังกัด
สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)
สังกัดย่อย / ระบุเพิ่มเติม
สพป.เชียงใหม่ เขต 3
ผู้พัฒนา
ผู้พัฒนาหลัก
นาง ลฎาภา ฟิซเชอร์
ตำแหน่ง
ผู้บริหารสถานศึกษา
โทรศัพท์
099298169
E-mail
ladapafish@gmail.com
ผลการดำเนินงานและเนื้อหา
ผลการดำเนินงาน
นักเรียนมีพฤติกรรม 3อ. ชัดเจน, ครูมีสมรรถนะจัดการเรียนรู้พหุวัฒนธรรม และเกิด
แนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ของโรงเรียนบ้านหนองบัว ตำบลเมืองคอง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
กลุ่มเป้าหมาย
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6
ระยะเวลาดำเนินงาน
ปีการศึกษา 2568
อ้างอิง / เอกสารที่เกี่ยวข้อง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2567). เป้าหมายเชิงนโยบายและแนวทางการพัฒนาระบบบริหารจัดการ
สถานศึกษาในโครงการนวัตกรรมเพื่อการศึกษา (IFTE). สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ.
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (2566). กลไกการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มชาติพันธุ์. กสศ.
ชัยยง พรหมวงศ์. (2566). การทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามเกณฑ์มาตรฐาน E1/E2.
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. (2564). การบ่มเพาะทักษะชีวิตและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม.
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. (2566). ขั้นตอนการสร้างและพัฒนานวัตกรรมชุดกิจกรรมเชิงรุกอย่างเป็นระบบ.
ทิศนา แขมมณี. (2564). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ.
ธิดารัตน์ แก้วขาว และคณะ. (2566). การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับโมเดลการเรียนรู้เชิงบวกเพื่อส่งเสริมคุณลักษณะและค่านิยมของผู้เรียน.
พงษ์ศิริ ดารารัตน์, และสุทัศน์ สังคะพันธ์. (2565). การเสริมสร้างคุณลักษณะทางจริยธรรมและค่านิยมเชิงพฤติกรรมในสถานศึกษาพหุวัฒนธรรม.
พรอนันต์ บุญพาศิริ, และกัญญ์อร บุญพาศิริ. (2564). การวิจัยและพัฒนาชุดกิจกรรมเพื่อเพิ่มสมรรถนะทางสังคมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา.
พิมพันธ์ เดชะคุปต์, และพเยาว์ ยินดีสุข. (2564). การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการขับ- เคลื่อนกระบวนการ PLC ในสถานศึกษา.
พิมพันธ์ เดชะคุปต์, และพเยาว์ ยินดีสุข. (2567). การออกแบบกิจกรรมและการประยุกต์ใช้สถานการณ์จำลองในการเรียนรู้เชิงรุก.
มารุต พัฒผล. (2565). การพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามสภาพจริง (Authentic Assessment).
มารุต พัฒผล. (2566). การพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ในโรงเรียนประถม- ศึกษา.
รัตนะ บัวสนธ์. (2565). การวิจัยและประเมินโครงการทางการศึกษา: การประยุกต์ใช้ดัชนีประสิทธิผล (E.I.).
รัตนาภรณ์ แข็งขัน. (2565). การบ่มเพาะคุณธรรมตามอัตลักษณ์โรงเรียนในจังหวัดเชียงใหม่.
วัชรา เล่าเรียนดี และคณะ. (2564). กลยุทธ์การจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับบริบทชีวิตจริงและภูมิปัญญาท้องถิ่น. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร.
วิชัย วงษ์ใหญ่, และมารุต พัฒผล. (2566). การพัฒนานวัตกรรมหลักสูตรและการเรียนรู้เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาเชิงระบบ.
วิชัย วงษ์ใหญ่ และคณะ. (2566). การบริหารจัดการนวัตกรรมการเรียนรู้ในสถานศึกษาขนาดเล็ก.
สภาการศึกษา. (2565). นโยบายการบ่มเพาะทักษะชีวิต (Life Skills) และการส่งเสริม Soft Power ท้องถิ่นในการจัดการศึกษาไทย.
สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์. (2567). การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาพหุวัฒนธรรมโดยใช้กระบวนการ 4D Model.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2566). แนวทางการขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21. กระทรวงศึกษาธิการ.
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2565). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ: การขับเคลื่อน Soft Power ท้องถิ่นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน. สศช.
สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่. (2566). แนวทางการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ภายใต้โครงการนวัตกรรมเพื่อการศึกษา (IFTE). สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ.
สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่. (2567). แผนยุทธศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนโครงการนวัตกรรมเพื่อการศึกษา (Innovation for Thai Education: IFTE) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ.
สุกัญญา แช่มช้อย. (2566). การพัฒนาสมรรถนะครูในยุคดิจิทัลเพื่อจัดการเรียนรู้พหุวัฒนธรรม.
สุวิทย์ มูลคำ. (2565). กลยุทธ์การจัดกระบวนการเรียนรู้เชิงรุกและการออกแบบชุดกิจกรรมที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ.
Banks, J. A. (2016). Cultural diversity and education, Foundations, curriculum, and
teaching (6th ed.). Routledge.
Cockell, J. and McArthur-Blair, J. (2020). Appreciative Inquiry in Higher Education: A
Transformative Force (2nd Edition). San Francisco, CA: Jossey-Bass
Cooperrider, D. L., Whitney, D., Stavros, J. M. (2008). Appreciative inquiry handbook: For
leaders of change (2nd Edition). Brunswick, OH and San Francisco, CA: Crown Custom
Publishing, Inc. and Berrett-Koehler Publishers, Inc.
Darling-Hammond, L., Flook, L., Schachner, A., & Wojcikiewicz, S. (2022). Educator
learning to enact the science of learning and development. Learning Policy Institute.
Fullan, M. (2023). The Principal 2.0: Three Keys to Maximizing Impact. Corwin.
Khalifa, M., Gooden, M. A., & Davis, J. E. (2016). Culturally Responsive School
Leadership: A Synthesis of the Literature. Review of Educational Research, 86(4),
1272–1311.
Leith wood, K., Harris, A., & Hopkins, D. (2008). Seven strong claims about successful
school leadership. School Leadership & Management, 28(1), 27–42.
Nieto, S., & Bode, P. (2018). Affirming diversity, The sociopolitical context of
multicultural education (7th ed.). Pearson.
การนำไปใช้ประโยชน์
การนำไปใช้ประโยชน์
ผลการสร้างหรือพัฒนานวัตกรรม
1. ระยะที่ 1 สภาพบริบทและความต้องการจำเป็น: คณะครูและชุมชนมีความต้องการระดับมากที่สุดในการนำทุนทางวัฒนธรรมรอบดอยหลวงเชียงดาว มาเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตด้านปิยวาจาและการอยู่ร่วมกัน
2. ระยะที่ 2 คุณภาพของนวัตกรรม: รูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษา "หนองบัว 4D โมเดล" และ "ชุดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเชิงรุก 4 หน่วยการเรียนรู้" ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริงในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 3.88 )
3. ระยะที่ 3 ผลการประเมินและการถอดบทเรียน:
3.1 นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 มีคะแนนพฤติกรรมการแสดงออกด้านอัตลักษณ์ อ่อนหวาน อ่อนน้อม และอ่อนโยน หลังการใช้นวัตกรรมสูงกว่าก่อนใช้นวัตกรรม
3.2 ข้าราชการครูทั้ง 8 ท่าน มีความพึงพอใจต่อรูปแบบการบริหารจัดการในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.84)
3.3 ข้าราชการครูทั้ง 8 ท่าน มีความพึงพอใจต่อขั้นตอนและระดับความเหมาะสมของตัวรูปแบบการบริหารจัดการ ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.85)
3.4 ผลการถอดบทเรียน (Best Practices) ยืนยันว่า กระบวนการ 4D Model สามารถยกระดับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ให้เป็นพลังขับเคลื่อนการเรียนรู้เชิงบวกได้อย่างยั่งยืน
ผลพบว่านักเรียนโรงเรียนบ้านหนองบัว มีระดับพฤติกรรมอัตลักษณ์อ่อนหวาน อ่อนน้อม อ่อนโยน หลังการใช้นวัตกรรมสูงขึ้นกว่าก่อนดำเนินการอย่างเห็นได้ชัดเชิงประจักษ์ในทุกระดับชั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเชิงพัฒนาการเชิงบวก โดยเชื่อมโยงกับแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้ใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
1 รูปแบบการบริหารจัดการด้วย 4D Model ช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก ผลการวิจัยที่พบว่า ครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการบริหารในระดับมากที่สุด เป็นเพราะกระบวนการ 4D Model มีรากฐานมาจากทฤษฎีสุนทรียสาธก (Appreciative Inquiry) ซึ่งเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ "แก้ปัญหา (Problem Solving)" มาเป็นการ "ค้นหาจุดแข็ง (Strengths-based)" ผู้บริหารไม่ได้มองว่าความแตกต่างของเด็กชาติพันธุ์คืออุปสรรค แต่มองเป็น "ต้นทุน" สอดคล้องกับทฤษฎีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ว่า เมื่อผู้บริหารมอบอำนาจการตัดสินใจและจัดสรรบทบาทตามศักยภาพ (เช่น แบ่งงานครูชาย 2 ท่านและครูหญิง 6 ท่านตามความถนัด) ย่อมทำให้ครูเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Ownership) และพร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมด้วยความเต็มใจ
2 ชุดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเชิงรุก (Active Learning) ช่วยทลายกำแพงทางภาษาและวัฒนธรรม ผลการประเมินที่พบว่าพฤติกรรม 3อ. ของนักเรียนสูงขึ้น อภิปรายได้ว่า การใช้ชุดกิจกรรมแบบปฏิบัติจริง (Active Learning Module) เช่น กิจกรรม "มัคคุเทศก์น้อยรักษ์ดอยหลวง" เปิดโอกาสให้นักเรียนได้จำลองสถานการณ์จริง (Role Play) การให้เด็กได้แลกเปลี่ยนคำทักทายในภาษาของตนเอง (ภาษาดาราอั้ง ลาหู่ ลีซู ไทยใหญ่) ทำให้พวกเขารู้สึกมีคุณค่าและได้รับการยอมรับ สอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการนวัตกรรมเพื่อการศึกษา (IFTE) ที่มุ่งใช้ Soft Power เป็นเครื่องมือบ่มเพาะทักษะทางสังคม (Social Skills) และความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งการสอนแบบบรรยายในห้องเรียนปกติไม่สามารถทำได้ อีกทั้งชุดกิจกรรมลดช่องว่างทางชาติพันธุ์ได้ เป็นเพราะกระบวนการจัดกิจกรรมเชิงรุก (Active Learning) ที่เน้นการลงมือปฏิบัติร่วมกัน และการใช้ "วงกลมสุนทรียะ" (Dialogue Circle) ใน Module 4 ที่สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียนทุกชาติพันธุ์ (ดาราอั้ง ลาหู่ ลีซู ไทยใหญ่) ได้สื่อสารสะท้อนคิดโดยไม่มีอคติทางวัฒนธรรม สิ่งนี้จะทำให้อภิปรายผลของท่านมีคุณค่าและตอบโจทย์บริบทพหุวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง
3 การบ่มเพาะอัตลักษณ์ 3อ. ต้องทำเป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) พฤติกรรมด้านความอ่อนหวาน (วาจา) อ่อนน้อม (กิริยา) และอ่อนโยน (จิตใจ) ที่ปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดจากการเรียนผ่านหนังสือ แต่เกิดจาก "วิถีปฏิบัติ (Routines)" ที่ผู้บริหารและครูร่วมกันออกแบบใน Module 4 (Do/Destiny) โดยมีระบบการสะท้อนผล (Reflection) ผ่านสมุดบันทึกความดีและวงกลมสุนทรียะ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าการสร้างคนดีต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำความดีอย่างสม่ำเสมอ จนพฤติกรรมนั้นตกผลึกเป็นวัฒนธรรมของสถานศึกษาพหุวัฒนธรรมอย่างแท้จริง
การขยายผล
เผยแพร่ผ่านทางแพลตฟอร์ม เฟสบุ๊ค และเวทีวิชาการ
การต่อยอด
นำคำแนะนำจากคณะกรรมการไปปรับใช้ และพัฒนาให้สมบูรณ์ตามหัวข้อการวิจัย บนความยั่งยืน
การประยุกต์ใช้
สอดแทรกเนื้อหาในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้
ผลกระทบและการถอดบทเรียน
ผลของการยกระดับคุณภาพ
นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 มีคะแนนพฤติกรรมการแสดงออกด้านอัตลักษณ์ อ่อนหวาน อ่อนน้อม และอ่อนโยน หลังการใช้นวัตกรรมสูงกว่าก่อนใช้นวัตกรรม
การถอดบทเรียน
ผลการถอดบทเรียน (Best Practices) ยืนยันว่า กระบวนการ 4D Model สามารถยกระดับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ให้เป็นพลังขับเคลื่อนการเรียนรู้เชิงบวกได้อย่างยั่งยืน
ผลพบว่านักเรียนโรงเรียนบ้านหนองบัว มีระดับพฤติกรรมอัตลักษณ์อ่อนหวาน อ่อนน้อม อ่อนโยน หลังการใช้นวัตกรรมสูงขึ้นกว่าก่อนดำเนินการอย่างเห็นได้ชัดเชิงประจักษ์ในทุกระดับชั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเชิงพัฒนาการเชิงบวก โดยเชื่อมโยงกับแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ข้าราชการครูทั้ง 8 ท่าน มีความพึงพอใจต่อขั้นตอนและระดับความเหมาะสมของตัวรูปแบบการบริหารจัดการ ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.85)
ปัญหาและอุปสรรค
ด้านการดำเนินงาน — ปัญหา
นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์มีข้อจำกัดด้านการใช้ภาษาไทย ทำให้ต้องใช้เวลาเพิ่มเติมในการอธิบายความหมายนามธรรมของคำว่า "อ่อนหวาน อ่อนน้อม อ่อนโยน"
บุคลากรครูมีจำนวนจำกัดและมีภาระงานมาก ทำให้ในช่วงแรกครูต้องใช้เวลาปรับตัวสูงในการเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator)
การบริหารจัดการเวลาในคาบเรียนปกติไม่เพียงพอต่อการทำกิจกรรมเชิงปฏิบัติการและการสะท้อนผล (Reflection) ที่ต้องใช้ความลุ่มลึก
ด้านการดำเนินงาน — อุปสรรค
ผู้ปกครองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างรายวันบนพื้นที่สูง จึงไม่มีเวลาเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อยอดกิจกรรมกับทางโรงเรียน
ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมของแต่ละชาติพันธุ์ที่บ้าน ทำให้การนำพฤติกรรม 3อ. ไปใช้ต่อในครอบครัวขาดความต่อเนื่อง
โครงสร้างตารางเรียนพื้นฐานของสถานศึกษามีความตายตัว เป็นอุปสรรคต่อความยืดหยุ่นในการบูรณาการชุดกิจกรรมที่ต้องใช้เวลาต่อเนื่องยาวนาน
ด้านงบประมาณ — ปัญหา
-
ด้านงบประมาณ — อุปสรรค
-
ปัจจัยความสำเร็จและประโยชน์สาธารณะ
ปัจจัยความสำเร็จ
การปรับกระบวนทัศน์ด้วย 4D Model ที่เปลี่ยนมุมมองจากการแก้ปัญหาเป็นการใช้จุดแข็ง โดยมองความหลากหลายทางชาติพันธุ์เป็นทุนทางวัฒนธรรม
1.การจัดกิจกรรมเชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับวงกลมสุนทรียะ ที่ช่วยสลายกำแพงภาษาและสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียนรู้สึกมีคุณค่า
2.การสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ภายในโรงเรียนที่เปลี่ยนนามธรรมของพฤติกรรม 3อ. ให้กลายเป็นวิถีปฏิบัติ (Routines) ที่ทำซ้ำได้อย่างยั่งยืน
ประโยชน์สาธารณะที่ได้รับ
ชุมชนรอบดอยหลวงเชียงดาวเกิดความสมานฉันท์และลดอคติทางชาติพันธุ์ ผ่านการใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นจุดเชื่อมโยงให้ผู้คนหลากหลายกลุ่มอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
1.เป็นต้นแบบ (Best Practices) ให้สถานศึกษาพื้นที่สูงและโรงเรียนพหุวัฒนธรรมอื่นๆ สามารถนำกระบวนการ 4D Model ไปประยุกต์ใช้พัฒนาทักษะชีวิตผู้เรียนในบริบทของตนเอง
2.ท้องถิ่นได้เยาวชนที่มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์ 3อ. ซึ่งสามารถนำทักษะทางสังคมไปต่อยอดสร้างชื่อเสียงและทำประโยชน์ให้ชุมชน เช่น การเป็นมัคคุเทศก์น้อยที่สื่อสารเชิงบวก
ไฟล์และเอกสารแนบ
การอ้างอิงผลงานนี้
คัดลอกได้เลยผลงานที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ
หรือ
สมัครสมาชิก
เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นนี้ได้!