053 221 413 moe15.devedu@gmail.com จันทร์–ศุกร์ 08:30–16:30 น.

ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการและการนิเทศการสอนยุคดิจิทัล เพื่อยกระดับนวัตกรรมการศึกษาไทย (IFTE)

นวัตกรรมพัฒนาทักษะที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ความสนใจ ความต้องการของผู้เรียน ตลาดงาน และ Soft Power ศธจ.ลำพูน 17 มิถุนายน 2569 19 ครั้ง

ข้อมูลพื้นฐานนวัตกรรม

ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการและการนิเทศการสอนยุคดิจิทัล เพื่อยกระดับนวัตกรรมการศึกษาไทย (IFTE)
หมวดนวัตกรรม
นวัตกรรมพัฒนาทักษะที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ความสนใจ ความต้องการของผู้เรียน ตลาดงาน และ Soft Power
ประเภทนวัตกรรม
ด้านเทคโนโลยีการศึกษา
ปี (พ.ศ.)
2569
สังกัด ศธจ.
ศธจ.ลำพูน
ระดับการศึกษา
ประถมศึกษา
กลุ่มสาระการเรียนรู้

สถานศึกษาและสังกัด

สถานศึกษา / โรงเรียน / หน่วยงาน
โรงเรียนบ้านม่วงสามปี
สังกัด
สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)
สังกัดย่อย / ระบุเพิ่มเติม
สพป.ลำพูน เขต 2

ผู้พัฒนา

ผู้พัฒนาหลัก
นาย จีรพงษ์ สนิท
ตำแหน่ง
ผู้อำนวยการสถานศึกษา
โทรศัพท์
0882606424
E-mail
narinfarm2@gmail.com

ผลการดำเนินงานและเนื้อหา

ผลการดำเนินงาน
สรุปผลการดำเนินงานวิจัยเรื่อง "ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการและการนิเทศการสอนยุคดิจิทัล (E-Supervision & Screening System) เพื่อยกระดับนวัตกรรมการศึกษาไทย (IFTE)" ของโรงเรียนบ้านม่วงสามปี โดยนายจีรพงษ์ สนิท มีรายละเอียดผลการดำเนินงานที่สำคัญดังนี้ครับ 1. ประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศ (E-Supervision & Screening System) จากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน พบว่าระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ( Xˉ = 4.80, S.D. = 0.40) โดยประเด็นที่ได้รับผลประเมินโดดเด่นคือ ด้านความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งานตามมาตรฐาน PDPA ( Xˉ = 4.90) และด้านความรวดเร็วในการแสดงผลผ่าน Dashboard แบบเรียลไทม์ ( Xˉ = 4.85) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบมีความพร้อมและมีคุณภาพสูงในการนำไปใช้งานจริงในสถานศึกษา 2. ผลการใช้นวัตกรรมในการบริหารจัดการและการนิเทศการสอน การนำระบบไปใช้จริงกับกลุ่มเป้าหมายภายใต้รูปแบบ SMILE MODEL (Stimulate, Management, Increase skill, Lesson, Expression) ก่อให้เกิดผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมใน 2 ส่วนหลัก การคัดกรองสมรรถนะผู้เรียน (Screening): ระบบสามารถคัดกรองและจัดกลุ่มความถนัดของนักเรียนจำนวน 120 คน ได้ครบถ้วนร้อยละ 100 โดยแบ่งกลุ่มผู้เรียนออกเป็น 3 กลุ่มหลักตามความสนใจ ได้แก่ กลุ่มทักษะเทคโนโลยีและ Coding (STEAM) ร้อยละ 37.50, กลุ่มทักษะศิลปวัฒนธรรมและการออกแบบ (Soft Power) ร้อยละ 33.33 และกลุ่มทักษะการสื่อสารและภาษา ร้อยละ 29.17 การนิเทศการสอน (E-Supervision): ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถใช้นิเทศติดตามครูผู้สอนจำนวน 15 คน ได้อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม ผลการประเมินพบว่าครูสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ในระดับดีเยี่ยม (ร้อยละ 93.33) และครูทุกคนได้รับการสะท้อนผล (Feedback) ผ่านระบบแบบเรียลไทม์เพื่อนำไปปรับปรุงการสอนได้ทันที 3. ผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะของผู้เรียนตามโครงการ IFTE หลังจากนักเรียนได้รับการส่งเสริมศักยภาพตามผลการคัดกรอง พบว่าผลสัมฤทธิ์ในด้านทักษะชีวิต ความพร้อมสู่ตลาดงาน (Job Market Readiness) และการสร้างสรรค์ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ( Xˉ = 4.71, S.D. = 0.44). โดยนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดในด้านความเชื่อมั่นและกล้าแสดงออก (Expression) ( Xˉ = 4.82) รองลงมาคือด้านการนำต้นทุนวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์ ( Xˉ = 4.75) ซึ่งสะท้อนว่านวัตกรรมนี้ช่วยดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวผู้เรียนออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. ความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ความพึงพอใจต่อการใช้งานระบบสารสนเทศเพื่อยกระดับนวัตกรรมการศึกษาไทยในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ( Xˉ = 4.79, S.D. = 0.33) เมื่อพิจารณารายกลุ่มพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา มีความพึงพอใจสูงสุด ( Xˉ = 4.95) เนื่องจากระบบช่วยลดภาระงานเอกสาร และทำให้มีฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ (Data-Driven) ในการบริหารจัดการครูผู้สอน พึงพอใจในระดับมากที่สุด ( Xˉ = 4.78) เพราะได้รับข้อมูลรายบุคคลของนักเรียนที่แม่นยำและระบบนิเทศเน้นการชี้แนะ (Coaching) มากกว่าการจับผิดนักเรียน พึงพอใจในระดับมากที่สุด ( Xˉ = 4.65) เนื่องจากได้เรียนรู้และทำกิจกรรมตามความถนัดของตนเองอย่างแท้จริง
กลุ่มเป้าหมาย
นักเรียน ป.4-ป.6
ระยะเวลาดำเนินงาน
1 ปีการศึกษา
อ้างอิง / เอกสารที่เกี่ยวข้อง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2567). นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567-2568. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. สืบค้นจาก https://ops.moe.go.th/policy-moe-2567-2568/ รัตนา สว่างแจ้ง, นพดล เจนประเสริฐ, และ ปัญญา สุขสว่าง. (2566). การบริหารข้อมูลสารสนเทศเพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนรายบุคคล. วารสารวิชาการบริหารการศึกษาและผู้นำ, 10(2), 45-58. สืบค้นจาก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EAJ/ วิทยา นนทมาตย์, สุรศักดิ์ ปาเฮ, และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์. (2565). การพัฒนาระบบนิเทศการศึกษาออนไลน์เพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัล. วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษา, 8(1), 45-56. สืบค้นจาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/REDI/ วิศรุต สุวรรณประเสริฐ, นันทิกา สุนทร, และ ปัญญา ศิริพงษ์. (2566). รูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อส่งเสริมทักษะแห่งอนาคตและซอฟต์พาวเวอร์ของผู้เรียน. วารสารการบริหารการศึกษาและผู้นำ, 11(3), 112-128. สืบค้นจาก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EAJ/ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2564). แนวทางการพัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา (Data-Driven Education). สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. สืบค้นจาก http://www.onec.go.th/th.php/page/view/Outstand/2564 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2565). แนวทางการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้และทักษะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. สืบค้นจาก http://www.onec.go.th/th.php/page/view/Outstand/2565 สุรศักดิ์ ปาเฮ. (2565). การบริหารจัดการสถานศึกษาในยุคดิจิทัล (Digital School Administration). แพร่: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2. สืบค้นจาก https://www.phrae2.go.th/research/digital_admin.pdf เอกชัย กี่สุขพันธ์. (2564). การบริหารสถานศึกษายุควิถีใหม่: ความท้าทายและการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์. วารสารบริหารการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 12(1), 1-15. สืบค้นจาก https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JEA/

การนำไปใช้ประโยชน์

การนำไปใช้ประโยชน์
1. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสถานศึกษาด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Data-Driven Management): สถานศึกษาสามารถนำระบบสารสนเทศนี้ไปใช้เป็นฐานข้อมูลกลางที่ช่วยให้การบริหารจัดการและการนิเทศภายในมีความเป็นระบบ รวดเร็ว และเชื่อมโยงกับการทำงานตามรูปแบบ SMILE MODEL ได้อย่างเป็นรูปธรรม ระบบช่วยลดภาระงานด้านเอกสารและทำให้ผู้บริหารสามารถติดตามข้อมูลภาพรวมของโรงเรียนได้แบบเรียลไทม์ (Real-time Dashboard) เพื่อใช้ในการตัดสินใจและวางแผนยุทธศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ 2. การยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนและการนิเทศครูรายบุคคล: ครูผู้สอนสามารถใช้เครื่องมือคัดกรองสมรรถนะเพื่อระบุจุดแข็ง จุดอ่อน และพหุปัญญาของนักเรียนแต่ละคนได้อย่างเจาะลึก เพื่อนำไปออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล นอกจากนี้ ระบบ E-Supervision ยังช่วยให้เกิดกระบวนการนิเทศแบบชี้แนะ (Coaching & Mentoring) โดยผู้บริหารสามารถให้ข้อเสนอแนะ (Feedback) แก่ครูได้ทันทีผ่านระบบออนไลน์ ทำให้ครูสามารถปรับปรุงการสอนได้ทันท่วงทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกจับผิด 3. การส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนสู่ตลาดงานและซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power): ผลจากการคัดกรองผ่านระบบช่วยให้นักเรียนได้รับการส่งเสริมตามความถนัดเฉพาะบุคคล เช่น กลุ่มทักษะเทคโนโลยี (STEAM/Coding) หรือกลุ่มศิลปวัฒนธรรม ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดในการจัดทำ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) หรือแฟ้มสะสมผลงานดิจิทัล (E-Portfolio) เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนมีทักษะชีวิตที่จำเป็น มีความพร้อมสู่ตลาดงานยุคดิจิทัล และสามารถนำต้นทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ได้
การขยายผล
1. การขยายผลสู่ระดับเขตพื้นที่และสถานศึกษาเครือข่าย: งานวิจัยเสนอแนะให้มีการขยายผลการใช้งานระบบ E-Supervision & Screening System ไปยังสถานศึกษาเครือข่าย หรือสถานศึกษาอื่น ๆ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 2 ทั้งนี้เพื่อเป็นการเปรียบเทียบผลลัพธ์และศึกษาประสิทธิภาพของระบบในบริบทของสถานศึกษาที่แตกต่างกันออกไป 2. การพัฒนาเป็นนวัตกรรมต้นแบบ (Best Practice) สำหรับหน่วยงานต้นสังกัด: นวัตกรรมนี้สามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการสถานศึกษาที่ยกระดับด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ภายใต้โครงการนวัตกรรมการศึกษาไทย (IFTE) ซึ่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสามารถนำแนวคิดและรูปแบบนวัตกรรมนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการขยายผลให้กับสถานศึกษาอื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกัน เพื่อสร้างโอกาสและยกระดับศักยภาพของผู้เรียนในภาพรวม
การต่อยอด
1. การต่อยอดข้อมูลรายบุคคลสู่การจัดทำแผนการศึกษาและแฟ้มสะสมผลงานดิจิทัล: ครูผู้สอนและครูแนะแนวควรนำฐานข้อมูลที่ได้จากระบบคัดกรอง (Screening Dashboard) ไปประยุกต์ใช้ในการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) หรือแฟ้มสะสมผลงานดิจิทัล (E-Portfolio) เพื่อใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการติดตามความก้าวหน้าทางสมรรถนะ และส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคนได้อย่างตรงจุดและต่อเนื่อง 2. การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ PLC และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI): สถานศึกษาควรนำข้อมูลที่ได้จากระบบ E-Supervision มาใช้เป็นประเด็นหลักในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อร่วมกันออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดงาน นอกจากนี้ควรมีการต่อยอดโดยนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์แนวโน้มและพยากรณ์สายอาชีพในอนาคตที่เหมาะสมกับนักเรียนให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
การประยุกต์ใช้
1. การบูรณาการเทคโนโลยีร่วมกับรูปแบบการบริหารจัดการ SMILE MODEL: งานวิจัยมีการประยุกต์ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (E-Supervision) เข้ามาสนับสนุนกระบวนการบริหารจัดการสถานศึกษาและการนิเทศภายในอย่างเป็นระบบ การประยุกต์ใช้ในลักษณะนี้ช่วยเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการนิเทศแบบดั้งเดิมมาเป็นการนิเทศแบบชี้แนะ (Coaching & Mentoring) โดยผู้บริหารสามารถให้ข้อเสนอแนะ (Feedback) แก่ครูผู้สอนได้แบบเรียลไทม์ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งช่วยลดภาระงานเอกสารและทำให้การติดตามคุณภาพการจัดการเรียนรู้ตามวงจร Stimulate, Management, Increase skill, Lesson และ Expression เกิดผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม 2. การนำฐานข้อมูลดิจิทัลไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพรายบุคคลและขับเคลื่อน PLC: ข้อมูลที่ได้จากระบบคัดกรอง (Screening Dashboard) สามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อยอดได้ใน 2 มิติหลัก คือ การนำข้อมูลความถนัดและพหุปัญญาของนักเรียนไปจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) และแฟ้มสะสมผลงานดิจิทัล (E-Portfolio) เพื่อติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนอย่างต่อเนื่องในอีกมิติหนึ่ง สถานศึกษาสามารถนำข้อมูลเชิงประจักษ์จากระบบ E-Supervision มาประยุกต์ใช้เป็นประเด็นหลักในกระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อให้ครูร่วมกันออกแบบนวัตกรรมการสอนที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดงานและส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของนักเรียนได้อย่างตรงจุด

ผลกระทบและการถอดบทเรียน

ผลของการยกระดับคุณภาพ
1. การพัฒนาสมรรถนะและทักษะแห่งอนาคตของผู้เรียนในระดับสูง: หลังการใช้นวัตกรรม นักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีผลสัมฤทธิ์ในด้านทักษะชีวิต ความพร้อมสู่ตลาดงาน (Job Market Readiness) และการสร้างสรรค์ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ( Xˉ = 4.71, S.D. = 0.44) โดยนักเรียนมีความโดดเด่นมากที่สุดในด้าน ความเชื่อมั่นและกล้าแสดงออก (Expression) และด้านการนำต้นทุนวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นผลจากการที่ระบบคัดกรองช่วยให้ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ตรงตามพหุปัญญาและความสนใจเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ 2. การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้และการนิเทศเชิงรุก: ระบบสารสนเทศช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาผ่านการบริหารจัดการแบบ Data-Driven Management ที่ช่วยลดภาระงานเอกสารและให้ข้อมูลเชิงประจักษ์แก่ผู้บริหาร. ส่งผลให้ครูผู้สอนสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ในระดับ ดีเยี่ยม (ร้อยละ 93.33) นอกจากนี้ การนิเทศผ่านระบบ E-Supervision ยังช่วยเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการนิเทศแบบดั้งเดิมมาเป็นการชี้แนะ (Coaching & Mentoring) ที่มีการสะท้อนผล (Feedback) แบบเรียลไทม์ ทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการสอนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
การถอดบทเรียน
1. การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์จากการนิเทศแบบจับผิดสู่การเป็นพี่เลี้ยง (Coaching & Mentoring): บทเรียนสำคัญจากการใช้ระบบ E-Supervision คือการเปลี่ยนรูปแบบการนิเทศดั้งเดิมที่มักเน้นการตรวจสอบหรือจับผิด มาเป็นการนิเทศเชิงสร้างสรรค์ที่เน้นการชี้แนะและสนับสนุน การมีระบบดิจิทัลที่สามารถสะท้อนผล (Feedback) ได้ทันทีแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ครูไม่รู้สึกกดดันและมองเห็นช่องว่างในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของตนเองได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Data-Driven) ที่ระบบรวบรวมไว้ยังกลายเป็นหัวใจสำคัญในการทำชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อให้ครูและผู้บริหารร่วมกันถอดบทเรียนและปรับแผนการสอนให้สอดคล้องกับสภาพจริงของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ความแม่นยำของข้อมูลคัดกรองคือกุญแจสำคัญในการค้นหาและสร้างสรรค์ Soft Power: งานวิจัยถอดบทเรียนได้ว่า ระบบคัดกรอง (Screening System) ทำหน้าที่เป็นเปรียบเสมือน "เข็มทิศ" ที่ช่วยค้นหาพหุปัญญาและความสนใจที่แท้จริงของนักเรียนได้ตั้งแต่ต้นทาง เมื่อสถานศึกษามีข้อมูลที่แม่นยำเกี่ยวกับความถนัดเฉพาะบุคคล เช่น ความสนใจด้านเทคโนโลยี (STEAM/Coding) หรือด้านศิลปวัฒนธรรม ครูจะสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ตรงใจผู้เรียนได้มากขึ้นผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่คะแนนสอบ แต่คือการที่ผู้เรียนเกิดความเชื่อมั่น กล้าแสดงออก (Expression) และสามารถดึงต้นทุนทางวัฒนธรรมรอบตัวมาสร้างสรรค์เป็นผลงานหรือซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ที่มีมูลค่า ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ตลาดงานยุคใหม่ต้องการ
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้
1. การขับเคลื่อนชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์: งานวิจัยระบุว่าสถานศึกษาควรนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากระบบ E-Supervision มาใช้เป็นประเด็นหลักในการสนทนากลุ่มหรือทำ PLC กระบวนการนี้ช่วยให้ครูและผู้บริหารสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเพื่อออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดงาน และร่วมกันถอดบทเรียนเพื่อปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง 2. การเปลี่ยนวัฒนธรรมการนิเทศสู่การชี้แนะและการสะท้อนผล (Feedback): ระบบสารสนเทศนี้ช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกลไกการสะท้อนผลแบบเรียลไทม์ ซึ่งเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการนิเทศแบบเดิมที่เน้นการจับผิด มาเป็นการนิเทศแบบชี้แนะ (Coaching & Mentoring) การที่ครูได้รับข้อเสนอแนะทันทีผ่านระบบออนไลน์ทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาผู้เรียนตามความถนัดเฉพาะบุคคล (Soft Power) ที่ได้จากระบบคัดกรอง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการสอนอย่างยั่งยืน

ปัญหาและอุปสรรค

ด้านการดำเนินงาน — ปัญหา
1. ปัญหาและข้อจำกัดในกระบวนการดำเนินงานแบบดั้งเดิม: ก่อนการพัฒนานวัตกรรม สภาพปัญหาสำคัญคือกลไกการคัดกรองสมรรถนะผู้เรียนส่วนใหญ่ยังใช้ระบบเอกสารที่กระจัดกระจาย ทำให้ขาดการประมวลผลข้อมูลเชิงลึกและไม่สามารถระบุช่องว่างทางทักษะของผู้เรียนได้อย่างตรงจุด ในขณะเดียวกัน การนิเทศการสอนแบบเดิมมักขาดความต่อเนื่องและไม่เอื้อต่อการสะท้อนผล (Feedback) แบบทันท่วงที ทำให้ผู้บริหารและครูผู้สอนขาดฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ (Data) ส่งผลให้การจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะขั้นสูงขาดความต่อเนื่องและไม่ตอบสนองต่อพลวัตของตลาดงานได้อย่างเต็มศักยภาพ 2. การยกระดับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัลและกระบวนการ PLC: นวัตกรรมนี้ช่วยเปลี่ยนกระบวนทัศน์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการนิเทศแบบจับผิดมาเป็นการนิเทศแบบชี้แนะ (Coaching & Mentoring) โดยใช้ระบบออนไลน์เป็นตัวกลางในการสะท้อนผลแบบเรียลไทม์ ข้อมูลที่ได้จากระบบ E-Supervision จะถูกนำมาใช้เป็นประเด็นหลักในกระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อให้ครูและผู้บริหารได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมกันออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดงานและยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
ด้านการดำเนินงาน — อุปสรรค
1. ข้อจำกัดของระบบบริหารจัดการแบบดั้งเดิมและฐานข้อมูลที่กระจัดกระจาย: ในช่วงก่อนการพัฒนานวัตกรรม อุปสรรคสำคัญในการดำเนินงานคือกระบวนการคัดกรองผู้เรียนและการนิเทศติดตามการสอนที่ยังคงพึ่งพาระบบเอกสารเป็นหลัก. ข้อมูลที่มีอยู่มักกระจัดกระจายและขาดการประมวลผลเชิงลึก (Data-Driven) ทำให้สถานศึกษาไม่สามารถระบุช่องว่างทางทักษะหรือความถนัดที่แท้จริงของผู้เรียนรายบุคคลได้อย่างแม่นยำอุปสรรคนี้ส่งผลต่อเนื่องให้การจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะขั้นสูง เช่น STEAM หรือ Coding ขาดความต่อเนื่องและไม่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดงานได้อย่างเต็มที่ 2. ความท้าทายในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการนิเทศและการสะท้อนผล: อุปสรรคสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้คือกระบวนทัศน์การนิเทศแบบเดิมที่มักเน้นการ "จับผิด" มากกว่าการ "ชี้แนะ" (Coaching) ซึ่งอาจสร้างความกดดันให้แก่ครูผู้สอน งานวิจัยพบว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ E-Supervision ต้องเผชิญกับความท้าทายในการทำให้ครูรู้สึกยอมรับและใช้ข้อมูลจากการนิเทศมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่ต้องระมัดระวังในการจัดเก็บและแชร์ข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันในสถานศึกษา การจะก้าวข้ามอุปสรรคนี้ต้องอาศัยการขับเคลื่อนผ่านชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อเปลี่ยนข้อมูลเชิงประจักษ์ให้กลายเป็นการออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ๆ ร่วมกัน
ด้านงบประมาณ — ปัญหา
1. อุปสรรคด้านงบประมาณและการขาดฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ในการบริหารจัดการ: ปัญหาสำคัญก่อนการพัฒนานวัตกรรมคือ กระบวนการคัดกรองผู้เรียนและการนิเทศยังพึ่งพาระบบเอกสารที่กระจัดกระจายและขาดการประมวลผลข้อมูลเชิงลึก สิ่งนี้ส่งผลให้ผู้บริหารสถานศึกษาขาดฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ (Data-Driven) ที่มีความแม่นยำในการตัดสินใจเชิงนโยบายและการวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณให้ตรงกับความถนัดหรือพหุปัญญาของผู้เรียนรายบุคคล การขาดข้อมูลที่ชัดเจนทำให้อุปสรรคในการส่งเสริมทักษะขั้นสูง เช่น STEAM Education และ Coding ซึ่งต้องใช้การสนับสนุนงบประมาณที่ต่อเนื่อง ไม่สามารถตอบสนองต่อพลวัตของตลาดงานได้อย่างเต็มศักยภาพ 2. อุปสรรคด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากวัฒนธรรมการนิเทศแบบเดิม: สภาพปัญหาของการนิเทศการสอนแบบดั้งเดิมมักขาดความต่อเนื่องและไม่เอื้อต่อการสะท้อนผล (Feedback) แบบทันท่วงที ทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูและผู้บริหารนอกจากนี้ วัฒนธรรมการนิเทศแบบเก่าที่เน้นการตรวจสอบหรือ "จับผิด" ทำให้ครูผู้สอนรู้สึกอึดอัดและไม่เปิดใจในการแลกเปลี่ยนปัญหาการจัดการเรียนรู้ การขาดระบบสารสนเทศที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทำให้กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ที่จะนำมาใช้ร่วมกันถอดบทเรียน (Lesson Learned) เพื่อออกแบบนวัตกรรมการสอนที่ตอบโจทย์ความแตกต่างระหว่างบุคคลและการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านงบประมาณ — อุปสรรค
1. อุปสรรคจากการขาดฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ในการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณ: ในสภาพปัญหาเดิมก่อนการพัฒนานวัตกรรม กระบวนการคัดกรองผู้เรียนและการนิเทศการสอนยังพึ่งพาระบบเอกสารที่กระจัดกระจายและขาดการประมวลผลข้อมูลเชิงลึก อุปสรรคนี้ส่งผลโดยตรงต่อการบริหารงานงบประมาณและวิชาการ เนื่องจากผู้บริหารขาดข้อมูลเชิงประจักษ์ (Data-Driven Management) ที่มีความแม่นยำในการตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อจัดสรรทรัพยากรให้ตรงกับความถนัดหรือพหุปัญญาของผู้เรียนรายบุคคล ส่งผลให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาทักษะเฉพาะทาง เช่น STEAM Education หรือ Coding ในระยะแรกยังไม่สามารถตอบสนองต่อพลวัตของตลาดงานได้อย่างเต็มศักยภาพ 2. ความท้าทายด้านทัศนคติและวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้: อุปสรรคสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการนิเทศแบบดั้งเดิมคือ ความรู้สึกของครูผู้สอนที่อาจมองว่าการนิเทศคือการ "จับผิด" มากกว่าการได้รับความช่วยเหลือหรือการชี้แนะ (Coaching & Mentoring) นอกจากนี้ ระบบเดิมที่ไม่เอื้อต่อการสะท้อนผล (Feedback) แบบเรียลไทม์ ทำให้การแลกเปลี่ยนแนวคิดในกระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ขาดความต่อเนื่อง การจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์จึงจำเป็นต้องมีระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตรวจสอบเอกสาร มาเป็นการใช้ข้อมูลจาก Dashboard เพื่อร่วมกันถอดบทเรียนและออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ๆ ร่วมกันอย่างเป็นระบบ

ปัจจัยความสำเร็จและประโยชน์สาธารณะ

ปัจจัยความสำเร็จ
1. การพัฒนานวัตกรรมอย่างเป็นระบบตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์: ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบมีประสิทธิภาพในระดับมากที่สุดคือ การดำเนินการพัฒนาอย่างเป็นระบบตามขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา โดยเครื่องมือทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) จากผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ หัวใจสำคัญอยู่ที่การบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับหลักการบริหารแบบ Data-Driven Management ซึ่งเปลี่ยนการบริหารจัดการจากการใช้ความรู้สึกหรือประสบการณ์ส่วนตัวมาเป็นการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่แม่นยำและตรวจสอบได้จริง 2. การบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับรูปแบบ SMILE MODEL และการปรับกระบวนทัศน์การนิเทศ: ความสำเร็จของการใช้นวัตกรรมนี้เกิดจากการเชื่อมโยงระบบ E-Supervision เข้ากับรูปแบบการทำงาน SMILE MODEL อย่างไร้รอยต่อ ระบบดิจิทัลได้ช่วยเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการนิเทศแบบดั้งเดิมที่มักเน้นการจับผิด มาเป็นการ นิเทศแบบชี้แนะ (Coaching & Mentoring) ซึ่งมีการสะท้อนผล (Feedback) ให้แก่ครูผู้สอนได้ทันทีแบบเรียลไทม์ สิ่งนี้ช่วยลดภาระงานเอกสารและสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือที่มุ่งเน้นไปที่ผลสัมฤทธิ์และการพัฒนาศักยภาพเฉพาะบุคคลของผู้เรียน (Soft Power) เป็นสำคัญ
ประโยชน์สาธารณะที่ได้รับ
1. การสร้างนวัตกรรมต้นแบบ (Best Practice) เพื่อขยายผลในระดับมหภาค: งานวิจัยนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์เพียงแค่ภายในโรงเรียนบ้านม่วงสามปีเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น ต้นแบบด้านการบริหารจัดการสถานศึกษายุคดิจิทัล ภายใต้โครงการนวัตกรรมการศึกษาไทย (IFTE) หน่วยงานต้นสังกัดอย่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สามารถนำแนวคิดและรูปแบบการดำเนินงานนี้ไป ขยายผล (Scale up) หรือประยุกต์ใช้กับสถานศึกษาอื่น ๆ ในแวดวงการศึกษาที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้ สิ่งนี้ช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการภาครัฐให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ และลดภาระงานด้านเอกสารที่ซ้ำซ้อนผ่านการบริหารจัดการด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Data-Driven Management) 2. การพัฒนาทุนมนุษย์และซอฟต์พาวเวอร์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม: ในเชิงสาธารณะ ผลลัพธ์ของงานวิจัยนี้ช่วยเตรียมความพร้อมให้แก่เยาวชนซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต โดยระบบคัดกรองช่วยให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็นและความพร้อมสู่ ตลาดงานยุคใหม่ (Job Market Readiness) ได้อย่างตรงจุดตามความถนัดเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ นวัตกรรมดังกล่าวยังส่งผลดีต่อสังคมในวงกว้างโดยการส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักนำต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาบูรณาการร่วมกับเทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์เป็น ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ซึ่งการดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่เหล่านี้ออกมาจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21

การอ้างอิงผลงานนี้

คัดลอกได้เลย
APA 7th Edition (ปรับสำหรับแหล่งข้อมูลออนไลน์)
ลิงก์โดยตรง

ผลงานที่เกี่ยวข้อง

การพัฒนาทักษะอาชีพ ควบคู่กับการประเมินสุขภาพจิต โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ TACKS M+ MODEL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ศธจ.แม่ฮ่องสอน · สรวิศ สุวรรณบุษย์
การพัฒนาความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม Lampang Smart Craft: ห้องเรียนศิลปะนวัตกรรมผสานภูมิปัญญาล้านนาสู่ Soft Power ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569
ศธจ.ลำปาง · ชิดชนก เกตุวงค์
การพัฒนาทักษะการพูดสื่อสารภาษาอังกฤษและทักษะความเป็นนวัตกร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปงสนุก โดยใช้แบบสถานการณ์จำลอง บูรณาการบริบทท้องถิ่น ผ้าครั่งลำปาง: Lampang Eco-Fashion Week
ศธจ.ลำปาง · ลักษิกา กองคำบุตร
นวัตกรรม “PSN SAFE + I Platform” : นวัตกรรมระบบนิเวศดิจิทัลเพื่อความปลอดภัยและระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงรุก แบบมีส่วนร่วม
ศธจ.ลำปาง · ชลันดา นิลสนธิ

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นนี้ได้!