053 221 413 moe15.devedu@gmail.com จันทร์–ศุกร์ 08:30–16:30 น.

นวัตกรรม “PSN SAFE + I Platform” : นวัตกรรมระบบนิเวศดิจิทัลเพื่อความปลอดภัยและระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงรุก แบบมีส่วนร่วม

นวัตกรรมพัฒนาทักษะที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ความสนใจ ความต้องการของผู้เรียน ตลาดงาน และ Soft Power ศธจ.ลำปาง 16 มิถุนายน 2569 9 ครั้ง

ข้อมูลพื้นฐานนวัตกรรม

นวัตกรรม “PSN SAFE + I Platform” : นวัตกรรมระบบนิเวศดิจิทัลเพื่อความปลอดภัยและระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงรุก แบบมีส่วนร่วม
หมวดนวัตกรรม
นวัตกรรมพัฒนาทักษะที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ความสนใจ ความต้องการของผู้เรียน ตลาดงาน และ Soft Power
ประเภทนวัตกรรม
ด้านเทคโนโลยีการศึกษา
ปี (พ.ศ.)
2569
สังกัด ศธจ.
ศธจ.ลำปาง
ระดับการศึกษา
ประถมศึกษา
กลุ่มสาระการเรียนรู้
อื่น ๆ

สถานศึกษาและสังกัด

สถานศึกษา / โรงเรียน / หน่วยงาน
โรงเรียนบ้านปงสนุก
สังกัด
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สังกัดย่อย / ระบุเพิ่มเติม
สพป.ลำปาง เขต1

ผู้พัฒนา

ผู้พัฒนาหลัก
นางสาว ชลันดา นิลสนธิ
ตำแหน่ง
รองผู้อำนวยการสถานศึกษา
โทรศัพท์
0844811058
E-mail
chalunda22@gmail.com

ผลการดำเนินงานและเนื้อหา

ผลการดำเนินงาน
1. การเข้าถึงและใช้งานระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้ง 113 คน (ร้อยละ 100) สามารถเข้าใช้งานแพลตฟอร์ม "PSN SAFE + I" และระบบคลังสื่อ OBEC Content Center เพื่อเฝ้าระวังภัยและจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ประสิทธิภาพการจัดการความปลอดภัยเชิงรุกสถานศึกษาสามารถ ตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน (First Response Time) ได้ภายใน 15 นาที และสามารถดำเนินการจัดการเรื่องร้องเรียนหรือเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยจนเสร็จสิ้นได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของเรื่องที่ได้รับแจ้งทั้งหมด 3. การพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมสื่อดิจิทัล ครูทุกคน (ร้อยละ 100) ได้ผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลอย่างน้อย 5 ประเภท เช่น วิดีโอ, E-book และข้อสอบออนไลน์ โดยมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) มาบูรณาการในการสร้างสื่อเพื่อตอบสนองการเรียนรู้รายบุคคล 4. การยอมรับและรางวัลระดับชาติ โรงเรียนได้รับการรับรองคุณภาพภายนอก (พ.ศ. 2567 – 2571) จาก สมศ. ในระดับ ยอดเยี่ยม ทั้งระบบ และได้รับรางวัลชนะเลิศระดับยอดเยี่ยมในการบันทึกข้อมูลผ่านโปรแกรม HERO OBEC CARE ซึ่งเป็นระบบดิจิทัลดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงรุก 5. สมรรถนะดิจิทัลของผู้เรียน นักเรียนจำนวน 2,263 คน สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ส่งผลให้นักเรียน ร้อยละ 98.75 มีสมรรถนะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Literacy) อยู่ในระดับ ยอดเยี่ยม
กลุ่มเป้าหมาย
นักเรียนโรงเรียนบ้านปงสนุก
ระยะเวลาดำเนินงาน
ปีการศึกษา 2569
อ้างอิง / เอกสารที่เกี่ยวข้อง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2567). นโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2568-2569 โรงเรียนบ้านปงสนุก. (2568). นวัตกรรม “PSN SAFE + I Platform” นวัตกรรมระบบนิเวศดิจิทัลเพื่อความปลอดภัยและระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงรุก แบบมีส่วนร่วม ลำปาง โรงเรียนบ้านปงสนุก โรงเรียนบ้านปงสนุก. (2568)รายงานการประเมินตนเอง (SAR) ประจำปีการศึกษา 2568. ลำปาง: โรงเรียนบ้านปงสนุก สยามรัฐ กุลบวร. (2567). แนวคิดการบริหารจัดการสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1. (ม.ป.ป.). รูปแบบการบริหารจัดการ 7S Model สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน). (2567). มาตรฐานการประกันคุณภาพภายนอก (พ.ศ. 2567-2571). สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ. (2568). หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education).

การนำไปใช้ประโยชน์

การนำไปใช้ประโยชน์
1. ด้านความปลอดภัยและการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงรุก การตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน ระบบช่วยให้สถานศึกษาสามารถตอบสนองเบื้องต้นต่อเหตุการณ์ที่แจ้งผ่านระบบได้ภายใน 15 นาทีและจัดการเรื่องร้องเรียนให้เสร็จสิ้นได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 การดูแลสุขภาวะรอบด้าน มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับโปรแกรม HERO OBEC CARE เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงรายบุคคล ช่วยให้ครูคัดกรองและส่งต่อนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือด้านจิตสังคมได้อย่างแม่นยำ การป้องกันเชิงรุก ใช้ระบบ Online Checklist สำรวจจุดเสี่ยงสัปดาห์ละครั้ง เพื่อระบุและแก้ไขปัญหาใน 6 กลุ่มภัยหลักก่อนเกิดเหตุจริง 2. ด้านการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และทักษะดิจิทัล การเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา แพลตฟอร์มทำหน้าที่เป็นคลังความรู้ (Knowledge Center) ให้นักเรียน 2,263 คน เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ส่งผลให้นักเรียน ร้อยละ 98.75 มีสมรรถนะ ICT Literacy ในระดับยอดเยี่ยม การเรียนรู้รายบุคคล (Personalized Learning) ครูสามารถนำสื่อจากระบบ OBEC Content Center มาบูรณาการกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) เพื่อสร้างนวัตกรรมการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล 3. ด้านการบริหารจัดการและวัฒนธรรมองค์กร การบริหารบนฐานข้อมูล (Data-Driven Management) ผู้บริหารใช้ Dashboard แบบ Real-time เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มความเสี่ยงและวางแผนเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ แทนการใช้เพียงประสบการณ์หรือความรู้สึก ความโปร่งใสและสุจริต ระบบมีการออกหมายเลขอ้างอิงอัตโนมัติในการแจ้งเหตุเพื่อความโปร่งใส ซึ่งถูกนำไปต่อยอดในโครงการโรงเรียนสุจริตและหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา 4. ด้านการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียน สร้าง "บันได 4 ขั้นแห่งการมีส่วนร่วม" ที่เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและนักเรียนร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังภัย ทำให้เกิดความไว้วางใจ (Trust) ในสวัสดิภาพของสถานศึกษา เครือข่ายภายนอก มีการใช้แพลตฟอร์มเป็นสื่อกลางในการประสานงานกับหน่วยงานภายนอก เช่น สถานีตำรวจ สำนักงานขนส่ง และสาธารณสุขจังหวัด เพื่อระงับเหตุฉุกเฉินและอบรมวินัยจราจรร่วมกัน 5. ด้านการเป็นต้นแบบและการขยายผล สถานศึกษาต้นแบบ โรงเรียนได้รับการยอมรับในฐานะ สถานศึกษาต้นแบบดิจิทัลด้านความปลอดภัย และมีการจัดทำคู่มือ แผนเผชิญเหตุ (ERP) เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์เพื่อให้หน่วยงานอื่นนำไปประยุกต์ใช้ได้ การแบ่งปันวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) มีการขยายผลผ่านเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับสถานศึกษาอื่นมากกว่า 5 หน่วยงาน เพื่อแลกเปลี่ยนเทคนิคการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและเทคโนโลยี AI
การขยายผล
การขยายผลผ่านเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) สถานศึกษาได้ยกระดับกระบวนการ PLC จากภายในโรงเรียนไปสู่การทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสถานศึกษาอื่นและผู้เชี่ยวชาญภายนอก เพื่อแลกเปลี่ยนเทคนิคการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่บูรณาการเทคโนโลยี AI และสื่อจากคลัง OBEC Content Center ระหว่างสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม การเป็นต้นแบบสถานศึกษาปลอดภัยดิจิทัล โรงเรียนทำหน้าที่เป็น สถานศึกษาต้นแบบด้านความปลอดภัยด้วยนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ โดยมีการแบ่งปันวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในการใช้ Web App เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง 6 กลุ่มภัยหลักให้แก่โรงเรียนในเครือข่ายและหน่วยงานที่มาศึกษาดูงาน การสร้างภาคีเครือข่ายร่วมกับหน่วยงานภายนอก มีการขยายผลการใช้งานระบบไปสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในชุมชน เช่น สถานีตำรวจ สำนักงานขนส่งจังหวัด และสาธารณสุขจังหวัด ผ่านกิจกรรมอบรมวินัยจราจรและมาตรการความปลอดภัย โดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นสื่อกลางในการประสานงานและระงับเหตุฉุกเฉินร่วมกัน การเผยแพร่ผ่านคลังความรู้สาธารณะ โรงเรียนได้จัดทำคลังความรู้ดิจิทัลบนเว็บไซต์โรงเรียน (https://pongsanook.ac.th) เพื่อให้หน่วยงานภายนอกและสาธารณชนสามารถเข้าถึงคู่มือ แผนเผชิญเหตุ (ERP) และสื่อการเรียนรู้ด้านความปลอดภัยได้ทุกที่ทุกเวลา ความสำเร็จเชิงประจักษ์ในการขยายผล ปัจจุบันมีการขยายผลไปยังหน่วยงานภายนอกแล้วมากกว่า 5 หน่วยงาน (เช่น เครือข่ายสถานศึกษา, สำนักงาน ป.ป.ช.) ซึ่งสอดคล้องกับขั้นตอน S7: SPREAD (ขยายผลความเป็นเลิศ) ในโมเดลการบริหารจัดการของโรงเรียนที่มุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมืออย่างยั่งยืน การดำเนินงานเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนผ่านจากความสำเร็จภายในสถานศึกษาไปสู่การสร้างระบบนิเวศความปลอดภัยที่เชื่อมโยงระหว่างบ้าน โรงเรียน และชุมชนในระดับสากล
การต่อยอด
1. การยกระดับสู่การวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ด้วย AI ต่อยอดจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) ในการสร้างสื่อการสอนเฉพาะบุคคล (Personalized Learning) ไปสู่การนำ AI มาช่วยใน การวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ (Predictive Analytics) จากฐานข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตและวางแผนป้องกันได้ล่วงหน้า 2. การบูรณาการวัฒนธรรมความปลอดภัยเข้ากับทุกกลุ่มสาระ พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยการ สอดแทรกความรู้ด้านความปลอดภัยดิจิทัลและการสร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์เข้าไปในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิด “วัฒนธรรมความปลอดภัย” (Safety Culture) ที่เป็นวิถีปฏิบัติถาวร ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเสริม 3. การขยายผลผ่านเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ต่อยอดกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) จากระดับภายในโรงเรียนไปสู่การ สร้างเครือข่าย MOU กับสถานศึกษาอื่นและผู้เชี่ยวชาญภายนอก เพื่อแลกเปลี่ยนเทคนิคการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และนวัตกรรมการสอนที่ทันสมัยร่วมกัน 4. การพัฒนาสมรรถนะพลเมืองดิจิทัลขั้นสูง มุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีความฉลาดทางดิจิทัล (Digital Citizenship) และความรู้เท่าทัน AI (AI Literacy) เพื่อให้เด็กนักเรียนทั้ง 2,263 คน มีทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่สามารถใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ ปลอดภัย และรู้เท่าทันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในโลกไซเบอร์ 5. การบริหารจัดการศึกษาด้วยข้อมูล (Data-Driven Excellence) นำสถิติจาก Dashboard แบบ Real-time และผลการถอดบทเรียน (AAR) มาใช้วางแผนเชิงกลยุทธ์ใน แผนพัฒนาการจัดการศึกษา ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 – 2570) เพื่อปรับปรุงโครงการส่งเสริมวิชาการและโครงการพัฒนาครูให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีระดับสากลอย่างต่อเนื่อง
การประยุกต์ใช้
1. การเฝ้าระวังและจัดการความปลอดภัยเชิงรุกมีการประยุกต์ใช้ Web App เป็นเครื่องมือหลักในการเฝ้าระวังภัย 6 กลุ่มหลัก โดยครูในฐานะ ผู้ปฏิบัติการด่านหน้าสามารถแจ้งเหตุผ่านระบบได้ทันที ซึ่งระบบจะออกหมายเลขอ้างอิงอัตโนมัติเพื่อความโปร่งใส, นอกจากนี้ยังมีการใช้ Online Checklist สำหรับการเดินสำรวจพื้นที่เสี่ยง (Safety Walk-through) เป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อระบุและแก้ไขจุดเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ 2. การบริหารจัดการด้วยฐานข้อมูล (Data-Driven Management) ผู้บริหารประยุกต์ใช้ Dashboard แบบ Real-time เพื่อติดตามสถานะเหตุการณ์ตั้งแต่ รอดำเนินการ จนถึง ดำเนินการเสร็จสิ้น ข้อมูลสถิติเหล่านี้ถูกนำมาใช้แทนความรู้สึกในการตัดสินใจ เพื่อวางแผนป้องกันเชิงรุกและปรับปรุงแผนเผชิญเหตุ (ERP) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 3. การดูแลช่วยเหลือนักเรียนรายบุคคล มีการนำข้อมูลจากแพลตฟอร์มไปเชื่อมโยงกับระบบ HERO OBEC CARE เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงของนักเรียน 2,263 คน เป็นรายบุคคล, ช่วยให้ครูสามารถคัดกรองและส่งต่อนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือด้านจิตสังคมได้อย่างแม่นยำ เปลี่ยนสถานศึกษาให้เป็น ระบบนิเวศดิจิทัลเพื่อการดูแลผู้เรียนอย่างรอบด้าน (Digital Wellbeing Ecosystem) 4. การจัดการเรียนรู้ดิจิทัลและ AI ครูประยุกต์ใช้สื่อจากคลัง OBEC Content Center บูรณาการเข้ากับ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) เพื่อสร้างสื่อการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล (Personalized Learning) และสร้างนวัตกรรม ห้องเรียนปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อปลูกฝังความฉลาดทางดิจิทัลและภูมิคุ้มกันไซเบอร์ให้แก่ผู้เรียน 5. การสร้างวัฒนธรรมความโปร่งใสและเครือข่ายมีส่วนร่วม ระบบถูกประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในโครงการ โรงเรียนสุจริต โดยใช้ระบบติดตามสถานะ (Tracking) เพื่อสร้างความโปร่งใสในกระบวนการทำงาน นอกจากนี้ยังใช้แพลตฟอร์มเป็นสื่อกลางในการประสานงานกับภาคีเครือข่ายภายนอก เช่น สถานีตำรวจและสาธารณสุขจังหวัด เพื่อร่วมระงับเหตุฉุกเฉินและฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างเป็นระบบ

ผลกระทบและการถอดบทเรียน

ผลของการยกระดับคุณภาพ
สมรรถนะดิจิทัลของผู้เรียนที่โดดเด่น นักเรียนจำนวน 2,263 คน สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ดิจิทัลได้ทุกที่ทุกเวลา ส่งผลให้นักเรียนร้อยละ 98.75 มีสมรรถนะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Literacy) ในระดับ “ยอดเยี่ยม” นอกจากนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสาระหลักยังสูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจากการใช้สื่อดิจิทัลและ AI การพัฒนาครูสู่การเป็น "Next-Gen Teacher"ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้ง 113 คน (ร้อยละ 100) ได้รับการพัฒนาทักษะดิจิทัลจนสามารถผลิตสื่อการเรียนรู้ได้คนละอย่างน้อย 5 ประเภท และได้รับรางวัล Best Practice ระดับ “ดีเยี่ยม” ครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้วยสื่อดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่ตอบสนองรายบุคคล ครูสามารถบูรณาการสื่อจากคลัง OBEC Content Center เข้ากับเทคโนโลยี Generative AI เพื่อสร้างนวัตกรรมการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล (Personalized Learning) ช่วยให้ห้องเรียนมีความทันสมัยและกระตุ้นการเรียนรู้ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” การได้รับการยอมรับและมาตรฐานคุณภาพระดับชาติ สถานศึกษาได้รับการรับรองคุณภาพภายนอก (พ.ศ. 2567 – 2571) จาก สมศ. ในระดับ “ยอดเยี่ยม” ทั้งระบบ และได้รับรางวัลชนะเลิศระดับยอดเยี่ยมในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนผ่านโปรแกรม HERO OBEC CARE ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพสูง การสร้างรากฐานการเรียนรู้ด้วยความปลอดภัย การมีระบบนิเวศดิจิทัลที่ดูแลความปลอดภัยเชิงรุก 6 กลุ่มภัยหลัก ช่วยลดขั้นตอนการทำงานและตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้ภายใน 15 นาที สร้างความเชื่อมั่นและสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อการเรียนรู้ ทำให้ครูและนักเรียนมีความสุขและมั่นคงปลอดภัย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน
การถอดบทเรียน
1. กระบวนการและกลไกการถอดบทเรียน สถานศึกษาใช้เครื่องมือสำคัญ 2 ประการในการสะท้อนผลการปฏิบัติงาน การถอดบทเรียนหลังการปฏิบัติงาน (After Action Review: AAR)กำหนดให้มีการประชุมภายใน 7 วันทำการหลังจากการซ้อมแผนเผชิญเหตุหรือเกิดอุบัติการณ์สำคัญ เพื่อรวบรวมข้อมูลจากแพลตฟอร์มดิจิทัลมาวิเคราะห์ร่วมกัน ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) จัดขึ้นเป็นประจำทุกสัปดาห์ในระดับสายชั้น เพื่อให้ครูทั้ง 113 คน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จริง เปลี่ยนปัญหาให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้” และนำไปสู่การปรับปรุงแผนงานอย่างต่อเนื่อง 2. องค์ความรู้ใหม่ที่ค้นพบ (Key Findings) จากการดำเนินงาน โรงเรียนได้ค้นพบองค์ความรู้สำคัญในการบริหารจัดการสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ได้แก่ ระบบนิเวศความปลอดภัยดิจิทัลเฉพาะบุคคล (Personalized Digital Safety Ecosystem) พบว่านวัตกรรมไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่การแจ้งเหตุ แต่เป็นคลังความรู้ (Knowledge Center) ที่บูรณาการสื่อดิจิทัลเข้ากับทักษะชีวิต (Life Skills) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์ให้นักเรียน การตัดสินใจบนฐานข้อมูล (Data-Driven Decision) การใช้ Dashboard แบบ Real-time ช่วยให้ผู้บริหารวิเคราะห์แนวโน้มความเสี่ยง 6 กลุ่มภัยได้อย่างแม่นยำ แทนการใช้เพียงความรู้สึกหรือประสบการณ์เดิม ทำให้จัดการเหตุฉุกเฉินได้รวดเร็วตามกำหนด พลังแห่งการมีส่วนร่วมและระบบที่โปร่งใส เมื่อผู้ปกครองและนักเรียนสามารถติดตามสถานะการจัดการเหตุผ่านหมายเลขอ้างอิงที่โปร่งใส จะส่งผลให้เกิดความไว้วางใจ (Trust) และความร่วมมือในการเฝ้าระวังภัยเชิงรุกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 3. การพัฒนาครูสู่ "Next-Gen Teacher" บทเรียนสำคัญด้านทรัพยากรบุคคลคือ การพัฒนาครูให้สามารถใช้ Generative AIร่วมกับคลังสื่อ OBEC Content Center เพื่อสร้างสื่อการสอนเฉพาะบุคคล (Personalized Learning) ส่งผลโดยตรงต่อความสุขในการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน 4. ข้อเสนอแนะและแนวทางการต่อยอดเพื่อความยั่งยืน เพื่อให้ระบบคงอยู่ได้อย่างยั่งยืนและพัฒนาสู่ระดับสากล มีข้อค้นพบดังนี้ การขยายผลผ่านเครือข่าย ควรสร้างความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับสถานศึกษาอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนเทคนิคการสอนเชิงรุก การใช้ AI ขั้นสูง ควรส่งเสริมการนำ Generative AI มาช่วยในการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ (Predictive Analytics) เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงและวางแผนป้องกันล่วงหน้า การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย ต้องสอดแทรกความรู้ด้านความปลอดภัยดิจิทัลเข้าไปในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้เพื่อให้กลายเป็นวิถีปฏิบัติถาวร (Safety Culture) ของโรงเรียน
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้
1. ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) กลไกหลักระดับสายชั้น โรงเรียนกำหนดให้มีการทำ PLC เป็นวิถีปฏิบัติถาวรในระดับสายชั้น ทุกสัปดาห์ ประเด็นการแลกเปลี่ยน ครูทั้ง 113 คน ใช้พื้นที่นี้ในการแลกเปลี่ยนเทคนิคการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การใช้สื่อดิจิทัลจากคลัง OBEC Content Center และการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) มาใช้แก้ปัญหาผู้เรียนรายบุคคล การแก้ปัญหาเชิงรุก ข้อมูลจาก Dashboard และโปรแกรม HERO OBEC CARE ถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อหาแนวทางดูแลนักเรียนที่มีความเสี่ยงด้านพฤติกรรม 2. การถอดบทเรียนหลังการปฏิบัติงาน (After Action Review: AAR) การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง สถานศึกษาจะจัดประชุม AAR ภายใน 7 วันทำการ หลังจากการซ้อมแผนเผชิญเหตุ (Drill) หรือหลังจากเกิดอุบัติการณ์สำคัญ การเปลี่ยนปัญหาเป็นองค์ความรู้ กระบวนการนี้ช่วยให้ครูได้สะท้อนผลการทำงาน รวบรวมข้อผิดพลาดและจุดแข็งจากข้อมูลเชิงประจักษ์ในแพลตฟอร์ม เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแผนปฏิบัติการ (S3: SCRIPT) ในปีถัดไป 3. ระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) และการพัฒนาครูนวัตกร การขยายผลจากครูแกนนำ ครูแกนนำที่ได้รับรางวัล Best Practice ด้านสื่อดิจิทัลและ AI จะทำหน้าที่เป็น พี่เลี้ยง (Mentoring) ให้คำปรึกษาแก่เพื่อนครูในการผลิตสื่อและนำเข้าระบบ พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ช่วยเปลี่ยนปัญหาหน้างานให้กลายเป็นพื้นที่ที่ครูสามารถแบ่งปันเทคนิค “AI คู่คิด” หรือนวัตกรรมห้องเรียนคุณภาพร่วมกันได้ 4. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านเครือข่ายภายนอก (MOU) การสร้างภาคีเครือข่าย สถานศึกษาไม่ได้จำกัดการเรียนรู้ไว้เพียงภายใน แต่มีการทำ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสถานศึกษาอื่นและผู้เชี่ยวชาญภายนอก การขยายผลสู่สาธารณะ มีการเผยแพร่แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) และแผนเผชิญเหตุผ่านเว็บไซต์โรงเรียนและสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้หน่วยงานอื่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นคลังความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา 5. การเรียนรู้บนฐานข้อมูล (Data-Driven Learning) Dashboard แบบ Real-time ผู้บริหารและครูใช้ข้อมูลสถิติจากระบบมาเป็นหัวข้อในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แทนการใช้ความรู้สึกหรือประสบการณ์เดิม ทำให้การตัดสินใจในการพัฒนาคุณภาพการศึกษามีความแม่นยำและเป็นปัจจุบัน

ปัญหาและอุปสรรค

ด้านการดำเนินงาน — ปัญหา
1. สภาพปัญหาและความจำเป็น (Problems) สถานศึกษาเผชิญกับความท้าทายที่นำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรม ดังนี้ ความซับซ้อนของปัญหาในสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษโรงเรียนมีนักเรียนจำนวนมากถึง 2,263 คน และบุคลากร 113 คน ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนเมือง ซึ่งนำมาซึ่งความเสี่ยง 6 กลุ่มภัยหลัก ได้แก่ ภัยบุคคล (การกลั่นแกล้ง), อุบัติเหตุ, อุบัติภัย, ปัญหาทางสังคม, สุขภาพอนามัย และภัยจากสัตว์มีพิษ ความเสี่ยงทางสังคมของผู้เรียน นักเรียนส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวที่หลากหลายและมีความเสี่ยงทางสังคม หากขาดระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพจะส่งผลต่อพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ข้อจำกัดของระบบเดิม ระบบการแจ้งเหตุเดิมเป็นแบบเอกสารหรือวาจา ทำให้การบริหารจัดการข้อมูลล่าช้า ไม่สามารถวิเคราะห์แนวโน้มปัญหาเพื่อวางแผนป้องกันเชิงรุกได้อย่างแม่นยำ การขาดแพลตฟอร์มบูรณาการ แม้จะมีโครงสร้างพื้นฐาน ICT ที่ทันสมัย แต่ในอดีตยังขาดระบบที่เชื่อมโยงการจัดการเรียนรู้เข้ากับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงรุกอย่างเป็นรูปธรรม 2. ด้านการดำเนินงาน (Operations) สถานศึกษาได้แก้ปัญหาโดยใช้รูปแบบการบริหารจัดการ BPSN 4M Plus x 7S Smart Modelบูรณาการเข้ากับนวัตกรรม SAFE + Iซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้ S – Strategic Planning (การวางแผนเชิงกลยุทธ์) ทำการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) โดยครูเวรเดินสำรวจพื้นที่ (Safety Walk-through) และบันทึกผ่าน Online Checklistอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จัดทำแผนเผชิญเหตุ (Emergency Response Plan: ERP) และมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOPs) ที่ชัดเจน A – Active Management (การบริหารจัดการเชิงรุก) ครูทำหน้าที่เป็น "ผู้ปฏิบัติการด่านหน้า" แจ้งเหตุผ่าน Web App*ทันทีที่พบเหตุ ซึ่งระบบจะออกหมายเลขอ้างอิงอัตโนมัติเพื่อความโปร่งใส ผู้บริหารใช้ Dashboard แบบ Real-time ในการติดตามและสั่งการประสานงานหน่วยงานภายนอก (ตำรวจ/โรงพยาบาล) ให้เข้าถึงเหตุฉุกเฉินได้ภายใน 15 นาที F – Follow-up & Monitoring (การติดตามและประเมินผล) ติดตามสถานะเหตุการณ์จนกว่าจะ "ดำเนินการเสร็จสิ้น" โดยตั้งเป้าหมายไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ใช้กระบวนการ PLC ในระดับสายชั้นทุกสัปดาห์ และการถอดบทเรียน AAR (After Action Review) ภายใน 7 วันหลังเกิดเหตุหรือซ้อมแผน E – Excellence Achievement (การบรรลุความเป็นเลิศ) สร้างแรงจูงใจด้วยการมอบเกียรติบัตร "ห้องเรียนปลอดภัยดีเด่น" และเผยแพร่รายงาน Best Practice สู่สาธารณะผ่านเว็บไซต์โรงเรียน I – Innovation (นวัตกรรมดิจิทัล) การบูรณาการเทคโนโลยี Generative AI ร่วมกับคลังสื่อ OBEC Content Center เพื่อสร้างสื่อการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล (Personalized Learning) และสร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์ให้ผู้เรียน การดำเนินงานทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้โครงสร้างคณะกรรมการที่ชัดเจน 3 ระดับ (นโยบาย, ปฏิบัติการ, สนับสนุน) เพื่อให้มั่นใจว่าการขับเคลื่อนนวัตกรรมเป็นไปอย่างทั่วถึงทั้งสถานศึกษา
ด้านการดำเนินงาน — อุปสรรค
ความซับซ้อนของสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ ด้วยจำนวนนักเรียนที่มากถึง 2,263 คน และบุคลากร 113 คน ประกอบกับที่ตั้งในเขตชุมชนเมือง ทำให้มีความซับซ้อนของปัญหาคุกคามใน 6 กลุ่มภัยหลัก (ภัยบุคคล, อุบัติเหตุ, อุบัติภัย, ปัญหาทางสังคม, สุขภาพ, และสัตว์มีพิษ) ซึ่งบริหารจัดการได้ยากหากไม่มีระบบที่มีประสิทธิภาพ ข้อจำกัดของระบบการทำงานแบบเดิม ในอดีตระบบการแจ้งเหตุเป็นเพียงการใช้ กระดาษหรือการบอกเล่า (วาจา)ส่งผลให้การบริหารจัดการข้อมูลล่าช้า ไม่สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์แนวโน้มปัญหาเพื่อวางแผนป้องกันเชิงรุกได้อย่างแม่นยำ ความเสี่ยงทางสังคมของผู้เรียน นักเรียนส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวที่หลากหลายและมีความเสี่ยงทางสังคมซึ่งหากระบบการเฝ้าระวังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จะส่งผลต่อพฤติกรรมไม่พึงประสงค์และการปรับตัวของเด็ก การขาดแพลตฟอร์มบูรณาการ แม้สถานศึกษาจะมีโครงสร้างพื้นฐาน ICT ที่ทันสมัย แต่ในระยะแรกยัง ขาดแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยง การจัดการเรียนรู้เข้ากับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงรุกอย่างเป็นรูปธรรม ความจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัล จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) พบความท้าทายในการที่ต้องเร่งพัฒนาสมรรถนะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้แก่ครูและบุคลากรทั้ง 113 คน เพื่อให้เท่าทันต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่และโลกไซเบอร์ การเข้าถึงและความง่ายของระบบในช่วงเริ่มต้นของการทดลองใช้ พบประเด็นที่ต้องปรับปรุง เช่น เมนูการแจ้งเหตุที่ต้องทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นเพื่อให้ผู้ปกครองและนักเรียนสามารถใช้งานได้จริงอย่างสะดวก
ด้านงบประมาณ — ปัญหา
ด้านงบประมาณ วงเงินงบประมาณ ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น กว่า 150,000 บาท แหล่งที่มาของงบประมาณ งบประมาณส่วนใหญ่มาจาก เงินอุดหนุนค่าจัดการเรียนการสอนและรายได้ของสถานศึกษา การบริหารจัดการ มีการบริหารจัดการในลักษณะ ถัวจ่ายทุกรายการ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการทรัพยากรตามรูปแบบ 4M Plus ความยั่งยืนทางการเงิน มีการบรรจุโครงการที่เกี่ยวข้องไว้ใน แผนพัฒนาการจัดการศึกษา ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 – 2570) และแผนปฏิบัติการประจำปีอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการพัฒนาศักยภาพครู (โครงการที่ 30) และโครงการกิจกรรม ICT (โครงการที่ 23) เพื่อประกันความยั่งยืนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านปัญหา สถานศึกษาเผชิญกับข้อจำกัดและความท้าทายก่อนการพัฒนานวัตกรรม ดังนี้ ความซับซ้อนของสถานศึกษาขนาดใหญ่ โรงเรียนมีนักเรียนจำนวนมากถึง 2,263 คน และบุคลากร 113 คน ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนเมือง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงใน 6 กลุ่มภัยหลัก (เช่น การกลั่นแกล้ง, อุบัติเหตุ, ปัญหาทางสังคม) *ข้อจำกัดของระบบเดิม ระบบการแจ้งเหตุในอดีตเป็น แบบเอกสารหรือวาจา ทำให้การบริหารจัดการข้อมูล ล่าช้า และไม่สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์แนวโน้มเพื่อวางแผนป้องกันเชิงรุกได้อย่างแม่นยำ ความเสี่ยงทางสังคมของผู้เรียน นักเรียนส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวที่หลากหลาย หากขาดระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพจะส่งผลต่อพฤติกรรมไม่พึงประสงค์และการปรับตัวของเด็ก การขาดแพลตฟอร์มบูรณาการ แม้จะมีโครงสร้างพื้นฐาน ICT ที่ทันสมัย แต่ในระยะแรกยัง ขาดระบบที่เชื่อมโยงการจัดการเรียนรู้เข้ากับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เชิงรุกอย่างเป็นรูปธรรม ความท้าทายในการใช้งานจริง จากการทดลองใช้ระยะแรกพบว่า เมนูการแจ้งเหตุยังเข้าถึงได้ยาก จึงต้องมีการปรับปรุงผ่านกระบวนการ PLC เพื่อให้ผู้ปกครองและนักเรียนใช้งานได้สะดวกขึ้น
ด้านงบประมาณ — อุปสรรค
ความซับซ้อนของสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ ด้วยจำนวนนักเรียนที่มากถึง 2,263 คน และบุคลากร 113 คนประกอบกับที่ตั้งในเขตชุมชนเมือง ทำให้มีความซับซ้อนของปัญหาคุกคามใน 6 กลุ่มภัยหลัก (ภัยบุคคล, อุบัติเหตุ, อุบัติภัย, ปัญหาทางสังคม, สุขภาพ, และสัตว์มีพิษ) ซึ่งยากต่อการบริหารจัดการหากไม่มีระบบที่มีประสิทธิภาพ ข้อจำกัดของระบบการทำงานแบบเดิม ในอดีตระบบการแจ้งเหตุเป็นเพียงการใช้ กระดาษหรือการบอกเล่า (วาจา)ส่งผลให้การบริหารจัดการข้อมูลล่าช้าไม่สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์แนวโน้มปัญหาเพื่อวางแผนป้องกันเชิงรุกได้อย่างแม่นยำ ความเสี่ยงทางสังคมของผู้เรียน ข้อมูลจากรายงานการประเมินตนเองระบุว่า นักเรียนส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวที่หลากหลายและมี ความเสี่ยงทางสังคม ซึ่งหากระบบการเฝ้าระวังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จะส่งผลต่อพฤติกรรมไม่พึงประสงค์และการปรับตัวของเด็ก การขาดแพลตฟอร์มบูรณาการแม้สถานศึกษาจะมีโครงสร้างพื้นฐาน ICT ที่ทันสมัย แต่ในระยะแรกยังขาดแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงการจัดการเรียนรู้เข้ากับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงรุกอย่างเป็นรูปธรรม ความท้าทายในการใช้งานระบบ (ระยะเริ่มต้น) จากการทดลองใช้และปรับปรุงระบบ พบว่าในระยะแรกเมนูการแจ้งเหตุยังเข้าถึงได้ยาก ทำให้ต้องมีการปรับปรุงผ่านกระบวนการ PLC เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงระบบได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

ปัจจัยความสำเร็จและประโยชน์สาธารณะ

ปัจจัยความสำเร็จ
1. ภาวะผู้นำและการบริหารจัดการเชิงระบบ (Leadership & Systematic Management) ความสำเร็จเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่มุ่งมั่นเปลี่ยนผ่านสถานศึกษาสู่ยุคดิจิทัล โดยนำรูปแบบ BPSN 4M Plus x 7S Smart Modelมาใช้บริหารจัดการทรัพยากรทั้งคน (ครู 113 คน) งบประมาณ และเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในแผนพัฒนาการศึกษา 5 ปี และการใช้ระบบ PDCA ในทุกขั้นตอนเพื่อให้การทำงานมีความต่อเนื่อง 2. สมรรถนะและความร่วมมือของบุคลากร (Staff Competency & Cooperation)คณะครูและบุคลากรทางการศึกษาร้อยละ 100 มีความกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองสู่การเป็น Next-Gen Teacher ที่สามารถบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสื่อดิจิทัลเข้ากับการสอนแบบ Active Learning โดยมีกระบวนการ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)เป็นกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแก้ปัญหาหน้างานได้อย่างรวดเร็ว 3. การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและหน่วยงานภายนอก (Participatory Network)โรงเรียนได้รับความร่วมมือที่เข้มแข็งจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สมาคมผู้ปกครอง และชุมชนในการร่วมวิเคราะห์ SWOT และสนับสนุนทรัพยากร รวมถึงการทำ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงานภายนอก เช่น สถานีตำรวจและสาธารณสุข ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นว่านวัตกรรมความปลอดภัยสามารถใช้งานได้จริงในมิติสังคมเมือง 4. การบริหารจัดการบนฐานข้อมูลและการตัดสินใจที่แม่นยำ (Data-Driven Decision Making) สถานศึกษาให้ความสำคัญกับการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยใช้ Dashboard แบบ Real-time เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและวิเคราะห์แนวโน้มความเสี่ยง 6 กลุ่มภัยได้อย่างแม่นยำ แทนการใช้เพียงความรู้สึกหรือประสบการณ์เดิม 5. การใช้นวัตกรรมที่เข้าถึงง่ายและโปร่งใส การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่นักเรียนและผู้ปกครองเข้าถึงได้ง่าย (Accessibility) และมีระบบติดตามสถานะผ่านหมายเลขอ้างอิงที่โปร่งใส ช่วยสร้าง ความไว้วางใจ (Trust) และกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในเครือข่ายเฝ้าระวังภัยเชิงรุกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 6. กระบวนการถอดบทเรียนเพื่อความต่อเนื่อง (Continuous Improvement)การจัดประชุม After Action Review (AAR) ภายใน 7 วันหลังเกิดเหตุหรือการซ้อมแผน เพื่อรวบรวมข้อดีและประเด็นที่ต้องพัฒนามาปรับปรุงแผนปฏิบัติการ (S3: SCRIPT) ในปีถัดไปอย่างเป็นระบบ ทำให้ระบบมีความยั่งยืนและทันสมัยอยู่เสมอ
ประโยชน์สาธารณะที่ได้รับ
1. การสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจให้แก่สังคม ระบบช่วยยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษาให้เป็นรูปธรรม ทำให้ผู้ปกครองและชุมชนมีความเชื่อมั่นในการฝากบุตรหลานไว้กับโรงเรียน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการจัดการศึกษา โดยระบบสามารถ ตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้ภายใน 15 นาที และจัดการเรื่องร้องเรียนเสร็จสิ้นได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 2. การเข้าถึงคลังข้อมูลและองค์ความรู้สาธารณะ สถานศึกษาได้เผยแพร่คู่มือ แผนเผชิญเหตุ (ERP) มาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOPs) และสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลผ่านเว็บไซต์โรงเรียน (https://pongsanook.ac.th) เพื่อให้หน่วยงานภายนอกและสาธารณชนสามารถ**เข้าถึงและนำไปประยุกต์ใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา 3. การพัฒนาพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ นวัตกรรมมุ่งเน้นการสร้าง ความฉลาดทางดิจิทัล (Digital Citizenship) และภูมิคุ้มกันไซเบอร์ให้แก่นักเรียน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้เยาวชนเติบโตเป็นพลเมืองที่ใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบและปลอดภัยในสังคมศตวรรษที่ 21 โดยนักเรียนร้อยละ 98.75 มีสมรรถนะด้าน ICT ในระดับยอดเยี่ยม 4. การเป็นสถานศึกษาต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ (Model School)โรงเรียนได้รับการยอมรับในฐานะ สถานศึกษาต้นแบบดิจิทัลด้านความปลอดภัยและมีการขยายผลการดำเนินงานไปยังหน่วยงานภายนอกแล้วมากกว่า 5 หน่วยงาน (เช่น เครือข่ายสถานศึกษา, ป.ป.ช., และหน่วยงานสาธารณสุข) เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ให้แก่สถานศึกษาอื่นทั่วประเทศ 5. การสร้างความโปร่งใสและหลักธรรมาภิบาลในภาครัฐ การใช้ระบบแจ้งเหตุที่มี หมายเลขอ้างอิงอัตโนมัติ (Reference Number) เพื่อให้ผู้ปกครองและนักเรียนติดตามสถานะการดำเนินงานได้ ช่วยสร้างวัฒนธรรมความโปร่งใสในกระบวนการช่วยเหลือเยียวยา, และได้รับการยกย่องเป็นโรงเรียนต้นแบบ “โรงเรียนสุจริต” จากการบริหารจัดการเชิงระบบ 6. การบูรณาการความร่วมมือข้ามเครือข่ายเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ มีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงานภายนอก เช่น สถานีตำรวจ สำนักงานขนส่งจังหวัด และสาธารณสุขจังหวัด เพื่อประสานงานระงับเหตุฉุกเฉินและฝึกอบรมวินัยจราจร สร้างระบบนิเวศความปลอดภัยที่เชื่อมโยงกันระหว่างบ้าน โรงเรียน และชุมชนอย่างยั่งยืน

การอ้างอิงผลงานนี้

คัดลอกได้เลย
APA 7th Edition (ปรับสำหรับแหล่งข้อมูลออนไลน์)
ลิงก์โดยตรง

ผลงานที่เกี่ยวข้อง

ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการและการนิเทศการสอนยุคดิจิทัล เพื่อยกระดับนวัตกรรมการศึกษาไทย (IFTE)
ศธจ.ลำพูน · จีรพงษ์ สนิท
การพัฒนาทักษะอาชีพ ควบคู่กับการประเมินสุขภาพจิต โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ TACKS M+ MODEL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ศธจ.แม่ฮ่องสอน · สรวิศ สุวรรณบุษย์
การพัฒนาความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม Lampang Smart Craft: ห้องเรียนศิลปะนวัตกรรมผสานภูมิปัญญาล้านนาสู่ Soft Power ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569
ศธจ.ลำปาง · ชิดชนก เกตุวงค์
การพัฒนาทักษะการพูดสื่อสารภาษาอังกฤษและทักษะความเป็นนวัตกร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปงสนุก โดยใช้แบบสถานการณ์จำลอง บูรณาการบริบทท้องถิ่น ผ้าครั่งลำปาง: Lampang Eco-Fashion Week
ศธจ.ลำปาง · ลักษิกา กองคำบุตร

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นนี้ได้!