ข้อมูลพื้นฐานนวัตกรรม
การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้นวัตกรรม 6 ป.
หมวดนวัตกรรม
นวัตกรรมพัฒนาทักษะที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ความสนใจ ความต้องการของผู้เรียน ตลาดงาน และ Soft Power
ประเภทนวัตกรรม
ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้
ปี (พ.ศ.)
2569
สังกัด ศธจ.
ศธจ.เชียงใหม่
ระดับการศึกษา
ประถมศึกษา
กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย
วิดีโอ YouTube
1 คลิปสถานศึกษาและสังกัด
สถานศึกษา / โรงเรียน / หน่วยงาน
โรงเรียนบ้านปง(อินทขิลวิทยาคาร)
สังกัด
สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)
สังกัดย่อย / ระบุเพิ่มเติม
สพป.เชียงใหม่ เขต 2
ผู้พัฒนา
ผู้พัฒนาหลัก
นาย พัฒนา พรมเทศ
ตำแหน่ง
—
โทรศัพท์
0989080699
E-mail
phatthanapromthed@gmail.com
ผลการดำเนินงานและเนื้อหา
ผลการดำเนินงาน
การดำเนินงานวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะการสะกดคำเรื่องสระของนักเรียนชั้น ป.1 โดยใช้นวัตกรรม 6 ป. บูรณาการ Soft Power ท้องถิ่น ปรากฏผลการดำเนินงานที่สำคัญดังนี้:
ประสิทธิภาพของนวัตกรรม: มีค่าประสิทธิภาพ (E
1
/E
2
) เท่ากับ 83.63/84.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
,
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน: คะแนนหลังเรียน (
X
ˉ
= 16.90) สูงกว่าก่อนเรียน (
X
ˉ
= 9.25) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนพัฒนาการเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.25
,
การพัฒนาผู้เรียนรายบุคคล: จากการใช้แบบคัดกรองเชิงรุกพบว่า นักเรียนกลุ่มเสี่ยง (Urgent) ลดลงจาก 5 คน เหลือ 0 คน (คิดเป็นร้อยละ 100) และนักเรียนส่วนใหญ่ร้อยละ 72.22 สามารถพัฒนาขึ้นสู่กลุ่มเชี่ยวชาญ (Advanced) ได้สำเร็จ
,
,
ความพึงพอใจ: นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับดีมาก (
X
ˉ
= 2.89) โดยสะท้อนว่ากิจกรรมเกมและสื่อ Soft Power เชียงใหม่ เช่น ภาพแกงโฮะและไส้อั่ว ช่วยให้บทเรียนสนุกและเข้าใจง่ายขึ้น
,
,
ผลการดำเนินงานนี้แสดงให้เห็นว่านวัตกรรม 6 ป. สามารถแก้ปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้และยกระดับทักษะภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพตามวัตถุประสงค์ของโครงการ IFTE
,
,
กลุ่มเป้าหมาย
นักเรียนชั้น ป.1
ระยะเวลาดำเนินงาน
5 สัปดาห์
อ้างอิง / เอกสารที่เกี่ยวข้อง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
แนวทางการนำไปใช้ในบทที่ 2: ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงมาตรฐานและตัวชี้วัดชั้นปีของนักเรียน ป.1 ในเรื่องการอ่านออกเสียงและการเขียนสะกดคำศัพท์ เพื่อยืนยันว่านวัตกรรม 6 ป. สร้างขึ้นตรงตามมาตรฐานหลักสูตรชาติ
สถาบันภาษาไทย สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2564). แนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (Learning Loss) ด้านการอ่านและการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
แนวทางการนำไปใช้ในบทที่ 2: ใช้อ้างอิงในส่วนความเป็นมาของปัญหา เพื่อชี้ให้เห็นว่าภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (Learning Loss) ของเด็ก ป.1 เป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องได้รับการคัดกรองและแก้ไขอย่างเร่งด่วนด้วยสื่อเชิงรุก
พิมพันธ์ เดชะคุปต์, และ พรทิพย์ แข็งขัน. (2565). การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ยุคปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์สำหรับผู้เรียนประถมศึกษา. สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
แนวทางการนำไปใช้ในบทที่ 2: ใช้อ้างอิงเพื่อสนับสนุนว่า กระบวนการเรียนรู้ที่ให้เด็ก ป.1 ได้ลงมือปฏิบัติจริงผ่านบอร์ดเกมและการ์ดคำศัพท์ (ในขั้น ป.4 ปฏิบัติจริง) ช่วยเปลี่ยนบทบาทของผู้เรียนจากผู้รับฟังมาเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง
การนำไปใช้ประโยชน์
การนำไปใช้ประโยชน์
การนำผลการวิจัยและนวัตกรรม 6 ป. บูรณาการ Soft Power ท้องถิ่น ไปใช้ประโยชน์ สามารถจำแนกตามกลุ่มเป้าหมายได้ดังนี้:
1. ต่อผู้เรียน
พัฒนาทักษะพื้นฐาน: นักเรียนชั้น ป.1 มีทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำเรื่องสระ (โดยเฉพาะสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป) ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และมีความมั่นใจในการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและการแสวงหาความรู้
แก้ไขภาวะถดถอยทางการเรียนรู้: สามารถช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง (Urgent) ให้ผ่านเกณฑ์ได้ครบทุกคน (100%) และช่วยให้นักเรียนส่วนใหญ่พัฒนาศักยภาพขึ้นสู่กลุ่มเชี่ยวชาญ (Advanced) ได้สำเร็จ
สร้างเจตคติที่ดี: นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับดีมากต่อการเรียนรู้ที่สนุกสนานผ่านกิจกรรมเกม และเกิดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง
2. ต่อครูผู้สอน
แนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning): ครูสามารถใช้นวัตกรรม 6 ป. (ประเมิน, ปรับเปลี่ยน, ปลุกเร้า, ปฏิบัติ, ปรับปรุง, ประชาสัมพันธ์) เป็นคู่มือหรือต้นแบบในการออกแบบกิจกรรมการสอนในเรื่องอื่น ๆ หรือรายวิชาอื่นได้
การคัดกรองเชิงรุก: ครูมีเครื่องมือ "แบบคัดกรองทักษะภาษาไทยเชิงรุก" เพื่อใช้จำแนกกลุ่มผู้เรียนตามศักยภาพตั้งแต่ต้นภาคเรียน ทำให้สามารถช่วยเหลือเด็กได้ตรงจุด (Differentiated Instruction)
การพัฒนาวิชาชีพ: นวัตกรรมที่ผ่านการวิจัยอย่างเป็นระบบนี้ ช่วยส่งเสริมสมรรถนะของครูในการแก้ปัญหาชั้นเรียนจริง และสามารถใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการขอเลื่อนวิทยฐานะได้
3. ต่อสถานศึกษาและชุมชน
โมเดลการขับเคลื่อนคุณภาพ: โรงเรียนสามารถนำนวัตกรรมนี้ไปใช้เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนโครงการ IFTE (Innovation for Thai Education) ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อลดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ในภาพรวมของสถานศึกษา
การอนุรักษ์และเผยแพร่ Soft Power: เป็นการบูรณาการวัฒนธรรม วิถีชีวิต และอาหารท้องถิ่น (เช่น แกงโฮะ ไส้อั่ว) เข้าสู่การจัดการศึกษา ช่วยให้ชุมชนและโรงเรียนมีความเชื่อมโยงกันผ่านการเรียนรู้ของผู้เรียน
การขยายผล
การขยายผลการดำเนินงานจากงานวิจัยและนวัตกรรม 6 ป. บูรณาการ Soft Power ท้องถิ่น สามารถดำเนินการได้ในหลายมิติเพื่อสร้างความยั่งยืนและยกระดับคุณภาพการศึกษา ดังนี้ การขยายผลในระดับสถานศึกษา: โรงเรียนสามารถนำ "นวัตกรรม 6 ป." ไปปรับใช้เป็นโมเดลต้นแบบในการขับเคลื่อนงานวิชาการในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ หรือระดับชั้นอื่น ๆ เพื่อช่วยลดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (Learning Loss) ของนักเรียนในภาพรวมทั้งโรงเรียน
การขยายผลสู่เครือข่ายภายนอก นวัตกรรมนี้สามารถใช้เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนโครงการนวัตกรรมเพื่อการศึกษาไทย (IFTE) ร่วมกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเผยแพร่แนวทางการคัดกรองและช่วยเหลือผู้เรียนอย่างเป็นระบบให้แก่โรงเรียนอื่น ๆ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียง การขยายผลเชิงวิชาการและการวิจัย
ควรมีการศึกษาต่อยอดโดยใช้นวัตกรรม 6 ป. ร่วมกับตัวแปรตามอื่น ๆ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการแต่งประโยค หรือทักษะการสื่อสารในชีวิตประจำวัน
ควรศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ (Retention) โดยทำการทดสอบซ้ำหลังจากสิ้นสุดการทดลอง เพื่อยืนยันว่านักเรียนสามารถจดจำและใช้รูปสระต่าง ๆ ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
การขยายผลผ่านการประชาสัมพันธ์ ใช้ขั้นตอน ป.6 ประชาสัมพันธ์" ในการเผยแพร่ผลงานนวัตกรรมและ นักสะกดคำ Soft Power รุ่นเยาว์"เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและกระตุ้นให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น
การต่อยอด
การต่อยอดเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาจากนวัตกรรม 6 ป. บูรณาการ Soft Power ท้องถิ่น สามารถดำเนินการได้ในหลายมิติเพื่อยกระดับการจัดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ดังนี้:
1. การขยายผลเชิงระบบในระดับสถานศึกษาและเครือข่าย
ใช้เป็นโมเดลขับเคลื่อนงานวิชาการ: สถานศึกษาสามารถนำ "นวัตกรรม 6 ป." ไปใช้เป็นโครงสร้างหลัก (Model) ในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ หรือระดับชั้นอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (Learning Loss) ในภาพรวมของโรงเรียน
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาเชิงพื้นที่: สามารถนำนวัตกรรมนี้ไปเป็นต้นแบบในการดำเนินงานภายใต้โครงการ IFTE (Innovation for Thai Education) ร่วมกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เพื่อเผยแพร่แนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ผสานบริบทท้องถิ่นให้แก่โรงเรียนอื่นในเครือข่าย
2. การต่อยอดด้านการวิจัยและตัวแปรใหม่ๆ
ศึกษาตัวแปรตามด้านอื่นๆ: ควรมีการวิจัยต่อยอดเพื่อศึกษาผลของนวัตกรรมที่มีต่อทักษะระดับที่สูงขึ้น เช่น ทักษะการแต่งประโยค, ความคิดสร้างสรรค์ หรือสมรรถนะการสื่อสารในชีวิตประจำวัน
การศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ (Retention): ควรเพิ่มการทดสอบซ้ำหลังจากสิ้นสุดการทดลองไปแล้ว (เช่น 2 สัปดาห์) เพื่อยืนยันว่านวัตกรรมนี้ช่วยให้ผู้เรียนสามารถจดจำและใช้ทักษะการสะกดคำได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
3. การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
การสร้างสื่ออิงบริบท (Context-Based): พัฒนาสื่อการสอนที่เป็นรูปธรรมและเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตจริงของเด็กให้หลากหลายขึ้น เช่น การขยายฐานคำศัพท์ Soft Power จากอาหารไปสู่สถานที่ท่องเที่ยว ประเพณี หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นอื่นๆ เพื่อให้การเรียนรู้เรื่องสระที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว
การใช้ระบบคัดกรองเชิงรุก: ครูผู้สอนควรนำ "แบบคัดกรองทักษะภาษาไทยเชิงรุก" มาใช้เป็นเครื่องมือมาตรฐานตั้งแต่สัปดาห์แรกของภาคเรียน เพื่อให้ได้สารสนเทศรายบุคคลและสามารถจัดการเรียนรู้แบบแยกแยะตามศักยภาพ (Differentiated Instruction) ได้อย่างทันท่วงที
4. การยกระดับวิชาชีพครู
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC): ใช้ผลจากการดำเนินงานนี้เป็นฐานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มครู เพื่อพัฒนาสมรรถนะในการสร้างนวัตกรรมคัดกรองและนวัตกรรมการสอนที่ตอบโจทย์บริบทชุมชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มวิทยฐานะและคุณภาพการสอนของครูในระยะยาว
การต่อยอดเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยพัฒนาทักษะภาษาไทยของนักเรียนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นและวางรากฐานทักษะชีวิตที่เข้มแข็งให้แก่เยาวชนตามเป้าหมายของนวัตกรรม
การประยุกต์ใช้
การประยุกต์ใช้นวัตกรรม 6 ป. บูรณาการ Soft Power ท้องถิ่น เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในชั้นเรียน มีแนวทางปฏิบัติที่เป็นระบบตามแหล่งข้อมูลดังนี้ การคัดกรองและวิเคราะห์ผู้เรียน: เริ่มต้นด้วยการใช้ "แบบคัดกรองทักษะภาษาไทยเชิงรุก" ตั้งแต่ต้นภาคเรียนเพื่อจำแนกนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเชี่ยวชาญ (Advanced) กลุ่มกลาง (Developing) และกลุ่มเสี่ยง (Urgent) วิธีนี้ช่วยให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้แบบแยกแยะตามศักยภาพ (Differentiated Instruction) และเข้าถึงเด็กกลุ่มเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที การปรับเปลี่ยนการสอนสู่ Active Learning: ครูต้องปรับบทบาทจากผู้บรรยายมาเป็นผู้อำนวยความสะดวก
โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงผ่านสื่อรูปธรรมและเกม เช่น บอร์ดเกมเชฟน้อยสะกดคำ หรือการ์ดภาพ 4 มิติ แทนการท่องจำจากกระดาน การเชื่อมโยงกับบริบท Soft Power: นำวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่น (Context-Based) เช่น อาหารพื้นเมือง (แกงโฮะ, ไส้อั่ว) หรือสถานที่ท่องเที่ยว มาใช้เป็นคลังคำศัพท์และภาพประกอบสื่อ การใช้สิ่งที่เด็กคุ้นเคยจะช่วยให้เรื่องที่ซับซ้อนอย่างสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูปกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและน่าสนใจ ระบบสะท้อนกลับและเสริมแรง: เน้นการให้ข้อมูลสะท้อนกลับ (Feedback) เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดทันทีในขณะปฏิบัติกิจกรรม และปิดท้ายด้วยการประชาสัมพันธ์ยกย่องความสำเร็จของผู้เรียน (Publicity & Pride) เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและเจตคติที่ดีต่อวิชาภาษาไทยแนวทางการประยุกต์ใช้นี้ไม่เพียงช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แต่ยังช่วยลดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (Learning Loss) และสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชุมชนผ่านการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น
ผลกระทบและการถอดบทเรียน
ผลของการยกระดับคุณภาพ
การยกระดับคุณภาพการศึกษาผ่านนวัตกรรม 6 ป. บูรณาการ Soft Power ท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและกระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้:
1. ประสิทธิภาพของนวัตกรรมและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์: นวัตกรรมมีค่าประสิทธิภาพ (E
1
/E
2
) เท่ากับ 83.63/84.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
ผลสัมฤทธิ์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ: คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (
X
ˉ
= 16.90) สูงกว่าก่อนเรียน (
X
ˉ
= 9.25) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนพัฒนาการเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.25
2. การแก้ไขภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (Learning Loss)
กลุ่มเสี่ยงกลายเป็นศูนย์: การใช้แบบคัดกรองเชิงรุกช่วยให้สามารถช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง (Urgent) จากเดิม 5 คน ให้ผ่านเกณฑ์ได้ครบทุกคน (ลดลงร้อยละ 100)
ยกระดับสู่กลุ่มเชี่ยวชาญ: นักเรียนส่วนใหญ่ร้อยละ 72.22 สามารถพัฒนาศักยภาพตนเองขึ้นสู่กลุ่มเชี่ยวชาญ (Advanced) ได้สำเร็จเมื่อสิ้นสุดการทดลอง
3. คุณภาพประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน
ความพึงพอใจระดับดีมาก: นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมที่ระดับ 2.89 (จาก 3.00)
การเรียนรู้ที่สนุกและเข้าใจง่าย: การนำ Soft Power ท้องถิ่น เช่น ภาพแกงโฮะและไส้อั่วมาเป็นสื่อ ช่วยเปลี่ยนเรื่องสระลดรูปและเปลี่ยนรูปที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องรูปธรรมที่เด็กเข้าใจได้ง่ายและสนุกสนาน
4. การสร้างต้นแบบการพัฒนาการศึกษา
โมเดลการสอนเชิงรุก นวัตกรรมนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่ตอบโจทย์โครงการ IFTE โดยเน้นความสนใจของผู้เรียนและบริบทพื้นที่ การพัฒนาวิชาชีพครู: ช่วยให้ครูมีเครื่องมือคัดกรองและแนวทางการสอนที่ชัดเจนในการจำแนกผู้เรียนตามศักยภาพ (Differentiated Instruction) ซึ่งช่วยส่งเสริมสมรรถนะของครูในการแก้ปัญหาชั้นเรียนจริง
ไฟล์และเอกสารแนบ
การอ้างอิงผลงานนี้
คัดลอกได้เลยผลงานที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ
หรือ
สมัครสมาชิก
เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นนี้ได้!